"ยินดีต้อนรับสู่ชาเเนลทางการ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นี่เรานำเสนอข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลศิริราช พร้อมทั้งข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะ ฯ เพื่อให้ความรู้ด้านการเเพทย์ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน ที่สร้างองค์ความรู้และบริการอันเป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพระดับโลก"



Siriraj Pr

ศูนย์วิจัยกระดูกทางมานุษยวิทยากายวิภาคศิริราช (วีรพันธุ์​ ทวีวงศ์)
แหล่งศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคำตอบจากโครงกระดูก

เมื่อมีการพบ ‘ผู้เสียชีวิตนิรนาม’ ที่เหลือเพียงแค่โครงกระดูก โดยไม่มีหลักฐานอื่นในร่างกายซึ่งสามารถนำไปชันสูตรตรวจสอบได้ การสืบค้นว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นใคร ต้องอาศัยวิชาความรู้โดยเฉพาะ ที่เรียกว่า นิติมานุษยวิทยา (Forensic Anthropology)

นิติมานุษยวิทยา คือการศึกษาวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ จนรู้ถึง เพศ ช่วงอายุ ความสูง รวมถึงเผ่าพันธุ์ และนำไปสู่กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเจ้าของโครงกระดูก เพื่อส่งกลับไปยังครอบครัวหรือคนรักของเขาที่รอคอยอยู่ต่อไป ตลอดจนนำไปใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายคดี เพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยา จึงก่อตั้งศูนย์วิจัยกระดูกทางมานุษยวิทยากายวิภาคศิริราช (วีรพันธุ์​ ทวีวงศ์) ขึ้นมา ด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นแหล่งเก็บรวมรวมโครงกระดูกมนุษย์และสัตว์ เพื่อนำมาศึกษาวิจัย ใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ รวมถึงต่อยอดแลกเปลี่ยนความรู้ไปสู่ระดับนานาชาติ โดยมีกำหนดเปิดศูนย์ฯ ในช่วงปลายปี 2566 นี้

อ.ดร.นพ.ณปกรณ์ แสงฉาย รองหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ กล่าวถึงจุดเด่นของศูนย์วิจัยกระดูกแห่งนี้ว่ามีความครบถ้วนและหลากหลายของชุดโครงกระดูก เพราะโรงพยาบาลศิริราชเปิดรับบริจาคร่างกายสำหรับเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์มานานกว่า 100 ปี และมีการศึกษามานุษยวิทยากายวิภาคมาอย่างต่อเนื่อง โดย ศ.นพ. สุด แสงวิเชียร เป็นผู้บุกเบิก ก่อนที่ ผศ.นพ. ม.ร.ว.วีรพันธุ์ ทวีวงศ์ จะสืบทอดปณิธานและต่อยอดในด้านนิติมานุษยวิทยา ทำให้ศิริราชมีโครงกระดูกมนุษย์ที่สมบูรณ์กว่า 500 ชุด ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลเพศ อายุ สาเหตุการเสียชีวิตไว้อย่างครบถ้วน

ตัวอย่างกระดูกที่สมบูรณ์จำนวนมาก ทำให้การทำงานด้านนิติมานุษยวิทยาแม่นยำยิ่งขึ้น โดยศูนย์ฯ มีโครงกระดูกตั้งแต่ทารกในครรภ์จนถึงคนอายุเกิน 90 ปี ที่สำคัญโครงกระดูกเหล่านี้กว่า 100 ชุด เป็นผู้เสียชีวิตอายุน้อย เช่น เด็ก วัยรุ่น ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน และนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำวิจัย

ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ยังตั้งใจที่จะสร้างความร่วมมือกับสถาบันอื่นๆ ในประเทศ เพื่อรวบรวมชุดกระดูกที่มีความสมบูรณ์แบบ กว่า 1,000 ชุด ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรวมชุดกระดูกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติ โดยได้ทำข้อตกลงร่วมกับมหาวิทยาลัยดันดี (University of Dundee) แห่งสหราชอาณาจักร ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เปรียบเทียบชุดโครงกระดูก และแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดความรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง

การเปิดศูนย์วิจัยกระดูกแห่งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของการศึกษาด้านนิติมานุษยวิทยา ที่อาจนำไปสู่การผลักดันให้มีการวิเคราะห์โครงกระดูกมากขึ้นในการทำคดีความ ตลอดจนนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ เช่น การใช้ AI ประเมินกระดูก การสร้างอวัยวะเทียมขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปในอนาคต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกระดูกทางมานุษยวิทยากายวิภาคศิริราช ยังต้องการโครงกระดูกมนุษย์ที่สมบูรณ์อีกจำนวนมากเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยและการเรียนของนักศึกษาแพทย์ ซึ่งในแต่ละปี มีผู้บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ในรูปแบบโครงกระดูกเพียงประมาณ 10 ราย เท่านั้น สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาและความประสงค์ สามารถติดต่อเพื่อบริจาคร่างกายในรูปแบบโครงกระดูกได้ โดยจะต่างกับการบริจาคร่างกายตรงที่โครงกระดูกจะถูกเก็บไว้ศึกษาตลอดไป นับเป็นการให้ความรู้ที่มีค่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx

#ศิริราช #siriraj
#ศูนย์วิจัยกระดูกทางมานุษยวิทยากายวิภาคศิริราช
#นิติมานุษยวิทยา
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 32

Siriraj Pr

ศิริราช คณะแพทย์คุณธรรม
เจตนารมณ์แห่งการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม
ยึดมั่นในความถูกต้อง และความรับผิดชอบ

วิสัยทัศน์ของศิริราช คือการเป็นสถาบันทางการแพทย์ของแผ่นดิน เพื่อสร้างสรรค์สุขภาวะแก่มวลมนุษยชาติ แต่การจะก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าว แน่นอนที่สุดต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงผลักดันแนวคิดเรื่องคณะแพทย์คุณธรรม มาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ในสมัยที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหาร โดยนำรูปแบบมาจากโรงเรียนคุณธรรมและโรงพยาบาลคุณธรรมของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
.
หลักการของคณะแพทย์คุณธรรม คือ การใช้คุณธรรมจริยธรรมมาเป็นอัตลักษณ์ และเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานของคณะแพทย์ ซึ่งศิริราชได้นำวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่แล้ว มากำหนดเป็นอัตลักษณ์ด้านคุณธรรม 3 ประการ ที่เรียกว่า A – I – R (เอ – ไอ - อาร์) ซึ่งมาจาก Altruism คือ คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง Integrity คือ ซื่อสัตย์ ถูกต้อง เชื่อถือได้ และ Responsibility คือ ความรับผิดชอบ มีประสิทธิภาพ ตรงต่อเวลา
.
ด้วยเหตุที่ศิริราชมีบุคลากรกว่า 20,000 คน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย จึงนับเป็นความท้าทาย ที่จะสื่อสารถ่ายทอดและปลูกฝังอัตลักษณ์ดังกล่าวไปสู่การประพฤติปฏิบัติของบุคลากรอย่างครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรและในทุกพันธกิจ คณะฯ จึงตั้งคณะกรรมการที่มีส่วนประกอบจากหลายภาคส่วนขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดนี้ ตั้งแต่การส่งเสริมการตระหนักรู้เรื่อง A – I – R (เอ – ไอ - อาร์) โดยนำอัตลักษณ์ทั้ง 3 ประการ มาถ่ายทอดเป็นพฤติกรรมการปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของบุคลากรแต่ละกลุ่มที่มี 5 กลุ่มหลัก ๆ คือ ผู้บริหาร อาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนักศึกษา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ
ในการสื่อสารและถ่ายทอด รวมทั้งมีกิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับอัตลักษณ์ A – I – R (เอ – ไอ - อาร์) อย่างต่อเนื่อง
.
ในวันต่อต้านคอร์รัปชันของทุกปี นับเป็นวันสำคัญที่คณบดีจะเป็นตัวแทนประกาศเจตนารมณ์ในการเป็นคณะแพทย์คุณธรรม มีการจัดงานให้ความรู้ เชิญวิทยากรภายนอกมาบรรยายสร้างความเข้าใจแก่บุคลากร ขณะเดียวกันในงานปฐมนิเทศบุคลากร นักศึกษา และแพทย์ประจำบ้าน ก็จะสื่อสารเน้นย้ำถึงอัตลักษณ์ A – I – R (เอ – ไอ - อาร์) ให้กับทุกคนที่ก้าวมาในองค์กรแห่งนี้
.
นอกจากนี้ ศิริราชยังมีการติดตาม ตรวจสอบ รายงาน และปรับปรุงพัฒนาระบบและกระบวนการ ธรรมาภิบาลในองค์กร โดยเข้าร่วมโครงการการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลกับสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้
.
การทำงานต่าง ๆ ในศิริราชมีการคำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก เช่น การกำหนดให้มีนโยบาย และมาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม การป้องกันการรับสินบน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา โดยรักษาข้อมูลผู้ร้องเรียนไว้เป็นความลับ
.
ผลจากการขับเคลื่อนแนวคิดคณะแพทย์คุณธรรมเป็นเวลากว่า 5 ปี ส่งผลให้บุคลากรเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของอัตลักษณ์ A – I – R (เอ – ไอ - อาร์) มากขึ้น เกิดความร่วมมือในการใช้คุณธรรมจริยธรรมเป็นกรอบแนวทางในการทำงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ดังจะเห็นได้จากคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ของศิริราช ในปี 2565 ที่ผ่านมาได้คะแนนถึง 91.70 จาก 100 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับ A (Very Good คือ ได้รับคะแนนระหว่าง 85 – 94.99 คะแนน)
.
แนวคิดคณะแพทย์คุณธรรม ยังคงเป็นแผนงานระยะยาวของศิริราชที่ต้องขับเคลื่อนและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากการที่คณะฯ กำหนดยุทธศาสตร์การเสริมฐานความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องธรรมาภิบาล เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้องค์กรมีการดำเนินการอย่างยั่งยืนและตอบวิสัยทัศน์ในการเป็นสถาบันการแพทย์ของแผ่นดินอย่างแท้จริง
.
ขอบคุณข้อมูลประกอบ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรบุตร มาศรัตน รองคณบดีฝ่ายบริหาร, งานคุณธรรมและจริยธรรม, งานบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน, หน่วยตรวจสอบภายใน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ภาพจากกิจกรรม ศิริราช คณะแพทย์คุณธรรม
รวมพลังต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2565
.
ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx
#ศิริราช #siriraj
#คณะแพทย์คุณธรรม #ศิริราชคณะแพทย์คุณธรรม
#A_I_R
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 41

Siriraj Pr

การรักษาโรคสั่น ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการถ่ายภาพเทคโนโลยี
MRI Guided Focused Ultrasound (MRgFUS)

โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential tremor; ET) เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มโรคการเคลี่อนไหวผิดปกติ พบได้ประมาณ 1% ในประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ส่วนสาเหตุนั้นยังไม่มีข้อมูลปรากฏชัดแน่นอน แต่เชื่อกันว่าพันธุกรรมน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ โดยอาการมักจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง แต่อาจจะสั่นมากข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนใหญ่มักเป็นที่มือเป็นหลัก นอกจากนี้อาจมีการสั่นบริเวณ ศีรษะ เสียง ขา หรือเท้า ร่วมด้วย โดยจุดที่สามารถช่วยวินิจฉัยว่า เป็นผู้ป่วย ET หรือพาร์กินสัน คือ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการสั่นเวลาอยู่เฉยๆ เช่น นั่งพัก หรือนั่งดูโทรทัศน์ แต่จะสั่นเวลาทำกิจกรรมอย่าง ถือแก้วน้ำ ถือช้อนตักอาหาร เขียนหนังสือ เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นอาการที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา การวินิจฉัยโรค ET มักอาศัยจากประวัติ และการตรวจร่างกาย ขณะที่การตรวจทางเอกซเรย์ อย่างการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT) หรือ เอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มักไม่พบความผิดปกติ ที่สำคัญคือทุกวันนี้โรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเพื่อลดการสั่น โดยหากผู้ป่วยมีอาการไม่มากก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แต่ใช้วิธีปรับกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่น ใช้ช้อนที่มีน้ำหนักในการตักอาหาร หรือปากกาที่มีน้ำหนักในการเขียนหนังสือเพื่อช่วยลดอาการสั่น ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรบกวนอาจจะรับประทานยา propranolol, topiramate หรือ gabapentin แต่หากรุนแรงกว่านั้น อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีทางเลือกใหม่คือ เทคโนโลยี MRI Guided Focused Ultrasound (MRgFUS) ซึ่งเป็นการยิงคลื่นเสียงความถี่สูงอัลตราซาวน์ ให้รวมจุดความถี่ไปที่โครงสร้างสมองตำแหน่งเดียว เพื่อลดอาการสั่นในผู้ป่วย โดยบเราสามารถมองเห็นตำแหน่งที่ต้องการยิงคลื่นเสียงไปยังสมองได้อย่างชัดเจน แม่นยำ ในขนาดไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร ซึ่งแพทย์สามารถควบคุมทิศทางได้ตรงจุด ลดอัตราความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ แพทย์ยังสามารถติดตามระดับของอุณหภูมิในตำแหน่งที่ทำการรักษาได้แบบ real time จากเครื่อง MRI โดยข้อดีของการรักษา คือ ไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ และยังช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นของผู้ป่วยได้ถึงประมาณ 1-2 วัน หลังการทำหัตถการ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น ที่สำคัญจากผลการศึกษายังพบว่า MRgFUS ทำให้อาการสั่นดีขึ้นประมาณ 60% โดยการรักษาดังกล่าวได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาใน 2559 และเป็นที่ยอมรับจากประเทศชั้นนำทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิตาลี ญี่ปุ่น เป็นต้น

ทว่า ข้อจำกัดของการรักษาวิธีนี้คือ สามารถทำได้เพียงข้างเดียวของร่างกาย และมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือ เดินเซ และชา โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่พบผลข้างเคียงชั่วคราวและมักจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังการทำ MRgFUS ประมาณ 3 เดือน

สำหรับโรงพยาบาลศิริราชนั้น ถือเป็นสถานพยาบาลแห่งแรกในประเทศที่เริ่มรักษาด้วยวิธี MRgFUS ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 โดยรวบรวมทีมแพทย์สหสาขาเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ Neurosurgeon, แพทย์ Neuroradiologist และแพทย์ Neurologist ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเคลื่อนไหวผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีวิสัญญีแพทย์ นักรังสีเทคนิค และพยาบาลประสานงาน ซึ่งมาร่วมกันวางแผนและดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้มีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx

#ศิริราช #siriraj
#โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ
#MRgFUS
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 15

Siriraj Pr

Siriraj Doctor ช่องทางการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพที่ถูกต้อง
มั่นใจ เชื่อถือได้ ครบทุกเรื่องที่อยากรู้ ตอบข้อสงสัยที่อยากถาม
โดยทีมเเพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของศิริราช

คลิกเลย www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/

#sirirajdoctor #siriraj #ศิริราช #ข้อมูลสุขภาพศิริราช

3 years ago | [YT] | 22

Siriraj Pr

วินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอก ด้วย AI
นวัตกรรมสุดล้ำ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำในการรักษาโรค

การเอกซเรย์คือ หัวใจสำคัญของการวินิจฉัยโรค เพราะทำให้แพทย์เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่ามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นในร่างกายของคนไข้บ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับปอด เช่น มะเร็งปอด วัณโรค ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่คนไทยเสียชีวิตมากที่สุดนั้นสามารถคัดกรองเบื้องต้นจากการแปลผลจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก แถมยังเป็นวิธีการที่สะดวก ต้นทุนถูก และปลอดภัยที่สุดอีกด้วย แต่ความท้าทายคือ การวินิจฉัยโรคปอดจากภาพถ่ายเอกซเรย์ต้องอาศัยแพทย์รังสีวินิจฉัยเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ

ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงร่วมมือกับ บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด พัฒนา ระบบปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อการอ่านผลภาพทางการแพทย์และสร้างรายงานทางการแพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติของภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) โดยระบบนี้เป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกที่สามารถคัดกรองโรคจากภาพถ่ายเอกซเรย์ทรวงอกในสภาวะต่างๆ ทำให้กระบวนการวินิจฉัยถูกต้องและแม่นยำตามหลักวิชาและมาตรฐานทางการแพทย์ โดยแพทย์ทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บแอปพลิเคชันที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยสูง ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลนแพทย์รังสีสามารถตรวจพบความผิดปกติของปอดในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น

โดยผลจากการเก็บข้อมูลตลอดหลายปี พบว่าระบบ AI นี้สามารถรายงานผลการวินิจฉัยน้อยกว่า 10 วินาที สามารถพิจารณาภาพรังสีได้ไม่ต่ำกว่า 800 รายต่อวัน และยังสามารถรายงานผลการวัดขนาดหัวใจว่าโตหรือไม่โตได้ในทันที มีความถูกต้องมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งยังสามารถบ่งชี้รอยโรคต่างๆ และสร้างรายงานทางการแพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำระบบปัญญาประดิษฐ์ไปขยายผลในการบริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก รวมทั้งโรงพยาบาลอื่นๆ รวมแล้ว 81 แห่ง ในราคาที่ย่อมเยา เพราะเป็นนวัตกรรมฝีมือของคนไทย ซึ่งช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายโรงพยาบาล ในประเทศ เมื่อเทียบกับการซื้อโปรแกรมจากต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้การรักษาโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยต่อไป

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx

#ศิริราช #siriraj
#วินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอกด้วยAI #ภาควิชารังสีวิทยา
#โรคปอด
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 36

Siriraj Pr

SiCTT by MEWS for Pressure Injury Prevention:
แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ นวัตกรรมจากโรงพยาบาลศิริราช

แผลกดทับ เป็นแผลเรื้อรังที่เป็นปัญหาระดับประเทศ พบมากในโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงในชุมชน ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว อัมพฤกษ์ อัมพาต นอนติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีการรับรู้ความรู้สึกลดลง

เมื่อเกิดแผลกดทับ ผลทางกายคือความเจ็บปวด ในกรณีที่มีการติดเชื้ออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนผลด้านจิตใจคือความเครียดทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ต้องได้รับการรักษาพยาบาลนานขึ้น ผู้ป่วยฟื้นหายจากโรคที่เป็นอยู่ช้าลง พยาบาลต้องเพิ่มจำนวนชั่วโมงการดูแลมากขึ้น ส่งผลถึงภาระค่าใช้จ่ายทั้งของผู้ป่วยเอง และค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขระดับประเทศ ดังนั้นการป้องกันการเกิดแผลกดทับจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทีมพยาบาลออสโตมีและแผล ฝ่ายการพยาบาล จึงคิดว่าทำอย่างไรให้การป้องกันการเกิดแผลกดทับสามารถปฏิบัติได้จริงเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับการทำงานของพยาบาลผู้ปฏิบัติงานมากที่สุด จึงนำแนวทางการป้องกันแผลกดทับแบบเดิม และประสบการณ์จากการทำงานมาตกผลึกร่วมกัน พร้อมกับทำวิจัยเพิ่มเติม จนเกิดเป็นแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ หรือ Siriraj Concurrent Trigger Tool by Modify Early Warning Sign for Pressure Injury Prevention เรียกย่อๆ ว่า MEWS ป้องกันแผลกดทับ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ การประเมินปัจจัยเสี่ยง วิธีการปฏิบัติงาน รวมถึงสัญญาณเตือนและวิธีประเมินผิวหนัง ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขหรือรักษาต่อไป

สิ่งที่สำคัญในแนวปฏิบัติชุดนี้ เริ่มจากการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่ปรับให้ง่ายในการทำงาน โดยทีมพยาบาลออสโตมีและแผลได้ถอดบทเรียน 3 สถานการณ์ที่ทำให้เกิดแผลกดทับได้บ่อยและนำมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจหรืออุปกรณ์การแพทย์, การมีข้อจำกัดเรื่องการเคลื่อนไหว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีความรู้สึกตัวลดลง และภาวะการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งแต่ละสถานการณ์จะมีวิธีปฏิบัติงานง่ายๆ เป็นขั้นตอน เพื่อให้บุคลากรพยาบาลทราบได้ทันทีว่า ควรให้การพยาบาลอย่างไร เพื่อป้องกันผิวหนังไม่ให้เกิดแผลกดทับ

ภายหลังจากใช้ MEWS ป้องกันแผลกดทับ ตั้งแต่ปี 2559 มีการวิจัยพิสูจน์ให้เห็นว่าอัตราการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และในปี 2564 ทีมพยาบาลออสโตมีและแผลร่วมกับพยาบาลผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดแผลกดทับ ได้ร่วมกันค้นหาปัญหา ถอดบทเรียน และค้นคว้าเอกสารวิชาการ มาพัฒนา Siriraj Concurrent Trigger Tool by Modify Early Warning Sign for Pressure Injury Prevention version 2 เพื่อปรับปรุงวิธีการป้องกันการเกิดแผลกดทับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในนั้นคือเรื่องของที่นอนกระจายแรงกด พบว่าที่นอนโฟมกระจายแรงกดสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับ ลดเวลาในการให้การพยาบาลเรื่องการพลิกตัว และลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว จึงเสนอไปยังผู้บริหารของโรงพยาบาล ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่นอน โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับสูง อาทิ ICU หอผู้ป่วยอายุรศาสตร์ ซึ่งผู้ป่วยนอนติดเตียงนานๆ รวมถึงหอผู้ป่วยโควิด

ข้อดีของแนวปฏิบัติ MEWS ป้องกันแผลกดทับ version 2 นี้ คือ ใช้งานง่าย เช่น กรณีที่ผู้ป่วยอยู่บนเตียงตลอดเวลา มีการใช้ที่นอนชนิดใด ควรพลิกตัวบ่อยแค่ไหน เพราะที่นอนแต่ละประเภทมีการกระจายแรงกดที่ไม่เท่ากัน มีความทันสมัยอยู่ตลอด เช่น การจัดท่าจากเดิมที่ให้จัดท่าตะแคง 30 องศา แต่ผู้ป่วยบางรายนอนตะแคงแล้วความดันโลหิตต่ำลง ก็สามารถปรับเป็นพลิกตัวตะแคง 15 องศาได้

นอกจากนี้ยังเข้าถึงง่าย มีคำอธิบาย QR Code ซึ่งเชื่อมโยงไปยังคลิปวิดีโอในเรื่องที่เป็นเทคนิคสำคัญ เช่น ถ้ามีรอยแดงปรากฏขึ้นบริเวณปุ่มกระดูกให้ทดสอบว่าเป็นแผลกดทับหรือไม่ด้วยการใช้นิ้วมือกดไปยังรอยแดงแล้วปล่อย เป็นต้น
ปัจจุบัน MEWS ป้องกันแผลกดทับ version 2 ได้นำมาใช้ในทุกหอผู้ป่วยของโรงพยาบาล รวมไปถึงหอผู้ป่วยเด็ก โดยมีการปรับเนื้อหาบางส่วนให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วย

ที่สำคัญยังมีสถานพยาบาลหลายแห่งสนใจได้ขออนุญาตนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานอีกด้วย นับเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการเกิดแผลกดทับ ช่วยให้บุคลากรพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแท้จริง

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx

#ศิริราช #siriraj
#SiCTT_by_MEWS #ETSIRIRAJ
#การป้องกันแผลกดทับ
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 17

Siriraj Pr

อุปกรณ์กำหนดจุดฉีดยา
เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ช่วยลดการเกิดจ้ำเลือด

บางที ‘นวัตกรรม’ ก็ไม่ได้หมายถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้แก้ปัญหาได้ดีตรงตามโจทย์ ดังเช่นอุปกรณ์กำหนดจุดฉีดยาชิ้นนี้ คิดค้นโดยฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยที่ต้องฉีดยาเฮพารินโมเลกุลต่ำเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องอย่างต่อเนื่อง สามารถบริหารจุดฉีดยาโดยหลีกเลี่ยงการฉีดซ้ำตำแหน่งเดิม ซึ่งจะลดการเกิดจ้ำเลือดจากการฉีดยา ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำชั้นลึก หรือมีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ สามารถให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก ด้วยการให้ยาฉีดยาเฮพารินโมเลกุลต่ำ (low molecular weight heparin-LMWH-) เข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ซึ่งมีความปลอดภัย โดยให้ผู้ป่วยหรือญาติกลับไปบริหารการฉีดยาด้วยตนเองที่บ้าน 1-2 ครั้งต่อวัน และอาจฉีดต่อเนื่อง 3-6 เดือนในผู้ป่วยที่มีโรคมะเร็งร่วมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 80 มักเกิดจ้ำเลือด ก้อนเลือดและอาการปวดบริเวณที่ฉีดยา ซึ่งต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์จ้ำเลือดจึงจางหาย เป็นอุปสรรคในการฉีดยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีพื้นที่ในการฉีดยาบริเวณหน้าท้องจำกัดเช่น มีแผล หรือรูเปิดทวารออกทางหน้าท้อง ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวล ขาดความมั่นใจและปฏิเสธการฉีดยา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคซ้ำ และเป็นอุปสรรคต่อการบริหารยาต่อเนื่อง

ในปี พ.ศ. 2559 งานการพยาบาลผ่าตัด ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช จึงศึกษาวิจัยเทคนิคการฉีดยาเฮพารินโมเลกุลต่ำเข้าชั้นใต้ผิวหนัง และพบว่า การฉีดนาน 30 วินาที และรอ 10 วินาที ก่อนถอนเข็ม ช่วยลดอัตราการเกิดจ้ำเลือดและอาการปวดบริเวณที่ฉีดยาได้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลผลงาน R2R ดีเด่น ประเภทงานบริการระดับตติยภูมิ ศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง และโรงเรียนแพทย์ประจำปี 2560 จึงนำผลการศึกษามาเป็นแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยทั่วทั้งโรงพยาบาล

นอกจากเทคนิคการฉีดที่ถูกต้องแล้ว ในการฉีดยาระยะยาว การบริหารตำแหน่งฉีดก็มีความสำคัญ ถ้าวนตำแหน่งฉีดโดยไม่ซ้ำจุดเดิมจะช่วยลดการเกิดจ้ำเลือด ลดความปวด และโอกาสเกิดก้อนแข็งใต้ผิวหนัง โดยมีคำแนะนำจากผู้ผลิตยาให้ฉีดบริเวณหน้าท้องด้านข้าง สลับซ้ายและขวา แต่ในทางปฏิบัติผู้ป่วยหรือญาติมักไม่สามารถจดจำตำแหน่งเดิมได้ ทำให้มีโอกาสฉีดซ้ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีผู้ดูแลมากกว่า 1 ท่าน

ฝ่ายการพยาบาลจึงวางแนวทางปฏิบัติ โดยกำหนดจุดฉีดห่างจากสะดือ 5 เซนติเมตร และหมุนวนตำแหน่งฉีดยาเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา เว้นระยะห่างระหว่างจุดอย่างน้อย 1 นิ้ว ในช่วงแรกใช้แผนภาพวงกลมในการกำหนดจุดฉีดยา และจดบันทึกลงในแบบบันทึกเพื่อช่วยจดจำ ทำให้การบริหารตำแหน่งฉีดยามีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนจะพัฒนาต่อยอดมาเป็น อุปกรณ์กำหนดจุดฉีด ซึ่งจะช่วยกำหนดฉุดฉีดยาได้แม่นยำยิ่งกว่าเดิม

วิธีใช้เริ่มจากวางอุปกรณ์กำหนดจุดฉีดยาโดยให้จุดตรงกลางอยู่บนสะดือ ให้หมายเลข 1 ตรงกับปลายคาง จากนั้นฉีดยาตามตัวเลขที่กำหนดไว้ พร้อมกับบันทึกตำแหน่งไว้ในกระดาษ วงแรกหมายเลข 1-6 จะฉีดครบภายใน 3 วัน ถ้าครบ 6 ตำแหน่งแล้วไม่มีจ้ำเลือด พยาบาลก็จะให้ฉีดสับหว่างตรงกลางจนครบ จากนั้นอาจขยายวงหรือสับหว่างเพิ่มก็อยู่ที่ความสะดวกของคนไข้ อุปกรณ์สามารถใช้งานได้ง่ายและกำหนดจุดฉีดยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับบันทึกตำแหน่งฉีดยาได้แม่นยำ เป็นประโยชน์ในการฉีดยาระยะยาวหรือใช้ส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้ดูแลผู้ป่วย

อุปกรณ์กำหนดจุดฉีดยา ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อปี พ.ศ. 2565 และมีแผนพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือตัวอย่างของนวัตกรรมเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมุ่งหวังให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลประกอบ : คุณโสมพันธ์ เจือแก้ว พยาบาลผู้ชำนาญการพิเศษ งานการพยาบาลผ่าตัด ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx
#ศิริราช #siriraj
#อุปกรณ์กำหนดจุดฉีดยา
#ฝ่ายการพยาบาลศิริราช
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 18

Siriraj Pr

Telenursing การพยาบาลทางไกลสำหรับมารดาหลังคลอด
ช่วยติดตามดูแล ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้มากขึ้น

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากประหยัดแล้ว ยังมีประโยชน์หลายด้าน อาทิ ทารกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ได้รับภูมิคุ้มกันจากมารดา ตลอดจนได้รับความรัก ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ ซึ่งจะส่งผลให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงทั้งกายและใจในอนาคต

แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ทารกดูดนมได้เอง จึงเป็นหน้าที่ของพยาบาลหลังคลอด ที่ต้องช่วยฝึกฝนและเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกที่นับว่าสำคัญมาก หากทารกดูดนมได้แล้ว อุ้มได้ดี มารดาจะมีความสุขกับการเลี้ยงดูทารก และยังลดความเครียดหลังคลอดอีกด้วย

เดิมทีงานการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลศิริราช จะให้มารดาฝึกให้นมทารกก่อนออกจากโรงพยาบาล แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบทำให้ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ต้องแบ่งการดูแลเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และลดเวลาการอยู่โรงพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยง การฝึกฝนและเตรียมประสบการณ์จึงทำไม่ได้เต็มที่ นอกจากนี้ในกรณีที่มีปัญหา เช่น จัดท่าไม่ถนัด หรือทารกดูดนมยาก ซึ่งปกติแล้วจะส่งไปปรึกษาหน่วยคลินิกนมแม่ แต่เมื่อเกิดโควิด-19 คลินิกก็จำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้ป่วย และลดระยะเวลาในการให้บริการ ทำให้การดูแลลดประสิทธิภาพลงไป

ด้วยเหตุนี้ งานการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา จึงวางแผนแก้ไขปัญหา โดยนำเทคโนโลยีการพยาบาลทางไกล (Telenursing) มาใช้ โดยเกิดเป็นโครงการ Telenursing เพื่อพัฒนาระบบการดูแลเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับมารดาหลังคลอด เริ่มดำเนินการนำร่องในเฟสแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก โดยพยาบาลจะให้คำปรึกษากับมารดาในรูปแบบการคุยผ่านวิดีโอ (VDO Call) ซึ่งสามารถเห็นการอุ้มทารก ดูลักษณะหัวนมและเต้านม ประเมินการดูดนมของทารก ตลอดจนให้มารดาฝึกทักษะการจัดท่าให้นมทารกผ่านวิดีโอได้ และถ้าหากพบปัญหาหรือไม่เข้าใจตรงไหน ก็พูดคุยสอบถามกับพยาบาลได้โดยตรงทันที รวมทั้งมีการวิดีโอคอลไปติดตามผลเป็นระยะ

ถัดมาสู่เฟสที่ 2 ใช้วิธีนี้เพื่อติดตามทารกที่มีพังผืดใต้ลิ้น ซึ่งทารกกลุ่มนี้จะดูดนมยากและต้องได้รับการผ่าตัดพังผืดออก พยาบาลจะทำการประเมินแผลใต้ลิ้นโดยให้มารดาจัดท่าให้ทารกอ้าปากและกระดกลิ้น เพื่อดูแผลผ่านวิดีโอ รวมถึงประเมินการดูดนมของทารกหลังจากผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น

จากการเก็บข้อมูล พบว่า Telenursing มีข้อดีหลายอย่าง ทั้งช่วยอำนวยความสะดวกให้มารดาและทารกไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล ซึ่งประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค การให้คำปรึกษาแต่ละครั้งก็ทำได้อย่างเต็มที่ บางเคสอาจใช้เวลา 30 นาที ไปถึง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัวมีส่วนร่วมรับฟังอีกด้วย แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างหากสัญญาณภาพไม่ดี ซึ่งพยาบาลจะแก้ปัญหาโดยให้มารดาบรรยายเพิ่มเติมถึงอาการที่เกิดขึ้น โดยระบบการพยาบาลด้วยวิธีนี้ ปัจจุบันยังไม่คิดค่าใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับปลอดภัยของข้อมูลอย่างสูงสุด เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของคนไข้หลุดออกไปภายนอก

หลังจากทำโครงการเฟสแรกเป็นระยะเวลา 1 ปี และดำเนินการเฟสที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน มีผู้เข้ารับการดูแลด้วยวิธีนี้มากกว่า 300 คน โดยผลลัพธ์ที่น่ายินดีคือมารดามีแนวโน้มเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานขึ้น การดูแลมารดาหลังคลอดก็มีคุณภาพดีขึ้น งานการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา จึงมีแผนที่จะนำไปใช้ในงานประจำต่อไป เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สายใยความผูกพันระหว่างมารดาและทารกมีความแน่นแฟ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเด็ก ครอบครัว และสังคมในวันข้างหน้า

ขอบคุณข้อมูลประกอบ : คุณต้นอ้อ ถุวะสี พยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วย100ปีสมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 8/1 และและคุณกมลวรรณ ลีนะธรรม พยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วย100ปีสมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 9/1 ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx

#ศิริราช #siriraj
#telenursing
#การดูเเลหลังคลอด
#SirirajSmartHospital
#smarthospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 14

Siriraj Pr

Advance Telemedicine
ยกระดับการพบหมอที่จะทำให้ “ศิริราช” อยู่ใกล้คุณกว่าที่เคย!
.
หนึ่งบริการที่ศิริราชทำสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ใช้งานได้จริงได้ผลดีกับคนไข้ และพิสูจน์การเป็นต้นแบบ "Smart Hospital" ของศิริราชคือ การพบแพทย์ทางไกล Telemedicine ผ่านแอปฯ “Siriraj Connect” ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงในการพบแพทย์ ยังลดความถี่ในการมาโรงพยาบาล และคนไข้ยังสามารถได้รับการบริการที่ดี มีความปลอดภัย สะดวกสบายในต้นทุนที่ถูกลง

สิ่งที่ศิริราชไม่หยุดพัฒนาคือ การยกระดับบริการให้ดีขึ้นไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไข้เข้าถึงบริการได้ทุกกลุ่มในอนาคตอันใกล้ โรงพยาบาลกำลังออกแบบระบบที่เรียกว่า “Advance Telemedicine” ที่จะทำให้คนทั่วไปเข้าถึงโรงพยาบาลศิริราชได้ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องเดินทาง หมดข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยี มีความปลอดภัย แม่นยำ และเชื่อถือได้

ระบบ Advance Telemedicine ของศิริราชจะเป็น “คลินิกสเตชัน” คลินิกที่เสมือนว่ามีหมอ พยาบาล ห้องตรวจ ห้องยา ที่ตั้งในศูนย์การค้า หน่วยงานราชการ หรือองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ โดยมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ประจำคลินิกเพียง 1-2 คน แต่สามารถให้บริการเสมือนหนึ่งคลิกนิกที่ครบวงจร

คลินิกแห่งนี้จะให้บริการทุกอย่างได้เหมือนคลินิกทั่วไป สามารถวัดความดัน เจาะเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจตาเบาหวาน ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ เหมาะกับคนไข้กลุ่มที่เคยตรวจกับคุณหมอมาแล้ว ติดตามอาการต่อเนื่อง หรือการตรวจคนไข้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCD แต่หากจำเป็นต้องพบหมอเพิ่มเติมก็ทำการนัดผ่านSiriraj Connect และพบแพทย์แบบTelemedicine ด้วยสัญญาณ 5G และกล้องคุณภาพดี ทำให้คุณหมอที่ศิริราชสามารถฟังเสียงหัวใจและเสียงปอดได้เสมือนเจอหน้ากัน ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือ ผลการวินิจฉัยแม่นยำ ทำธุรกรรมต่างๆ รวมทั้งมีเภสัชกรอธิบายการใช้ยาผ่านออนไลน์ และจัดส่งทางไปรษณีย์เช่นเดิม

นอกจากนี้ ยังมีการขยายการบริการสู่งานการพยาบาลที่เรียกว่า Tele-nursing ในคลินิกนมแม่สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ต้องการคำปรึกษาด้านการให้นมบุตร อำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ลดความเครียดของคุณแม่และเพิ่มความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น หรือจะเป็น Tele - Ostomy การดูแลแผลคนไข้ผ่าตัดเปิดหน้าท้องโดยไม่ต้องมาโรงพยาบาล และกำลังพัฒนา Tele-Rehabilitation หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยสำหรับผู้ป่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้ AI ตรวจจับการเคลื่อนไหวความถูกต้องของท่ากายภาพบำบัดของคนไข้ เป็นต้น

บริการทั้งหมดนี้ไม่ใช่การมาทดแทนวิธีเดิม แต่เป็นส่วนเสริมการให้บริการ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไข้ ซึ่งจะทำให้คนไข้ต้องมาโรงพยาบาลเมื่อจำเป็นเท่านั้น นั่นจะทำให้การบริการลดต้นทุนและลดภาระของทุกฝ่าย และเป้าหมายที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งไว้ว่าจะเป็น Health Care Everywhere ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง

ขอขอบคุณข้อมูล : รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเริศ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx
#ศิริราช #siriraj
#SirirajSmartHospital
#SmartHospital
#Telemedicine
#AdvanceTelemedicine
#Siriraj Connect
#HealthCareEverywhere
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 32

Siriraj Pr

Healing the Healer
เยียวยาด้วยรัก สร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ผู้ดูแล

บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้อื่นทั้งร่างกายและจิตใจ แต่กลับเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความเครียดสูง และมักเกิดภาวะหมดไฟ เนื่องจากต้องทำงานหนักและเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความคาดหวังจากญาติและคนไข้ เวลาพักผ่อนก็น้อย เรื่องนี้มีผลวิจัยทั่วโลกบ่งชี้ชัดว่า ยิ่งทุ่มเทช่วยเหลือผู้อื่นมากเท่าไร ยิ่งเสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟมากขึ้นเท่านั้น

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยกตัวอย่างว่า ในเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งเป็นวิกฤตร้ายแรง อาสาสมัครที่ไปช่วยเหลือคนอื่นกลับหมดไฟเป็นจำนวนมาก เพราะต้องทุ่มเทอย่างหนักจนความเครียดสะสม และภาวะหมดไฟนี้จะส่งผลกระทบถึงสุขภาพของตนเอง การทำงาน ตลอดจนการดูแลผู้ป่วย

ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราช ได้หาทางบรรเทาความเครียดของบุคลากรการแพทย์และฝ่ายสนับสนุนมาโดยตลอด แต่ในช่วงวิฤตโควิด-19 ทุกคนจำเป็นต้องทำงานหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลจากความเครียดและเหนื่อยล้าก็สะท้อนออกมาในบรรยากาศและตัวคนทำงานทุกระดับ ทำให้ อ.นพ.นพดล โสภารัตนาไพศาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง ริเริ่มความคิดที่จะหาทางดูแลรักษาใจของคนทำงาน นำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างงานคุณธรรมและจริยธรรม ศูนย์กุมารบริรักษ์ ศูนย์บริรักษ์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, กลุ่มพระอาสาคิลานธรรม และคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนเกิดเป็นโครงการ Healing the Healer หรือ ‘เยียวยาใจผู้ดูแล’

โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะรวบรวมและแบ่งปันวิธีการจัดการกับความเครียด ความเหนื่อยล้าในใจรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดลองฝึกปฏิบัติในกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 15-20 คน ใช้เวลาแต่ละครั้งประมาณ 3 ชั่วโมง เริ่มจากการสร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ระบายสิ่งที่ค้างในใจออกมา โดยผู้อื่นร่วมรับฟังอย่างลึกซึ้งโดยไม่ตัดสิน ซึ่งผู้พูดจะเกิดความรู้สึกโล่ง และพบว่าตนเองไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่เพียงคนเดียว จากนั้นจึงนำไปสู่กระบวนการตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness) การสร้างความสุขสงบในใจ ที่จะช่วยป้องกันความสั่นไหวต่างๆ ที่เข้ามากระทบในวันข้างหน้า

กิจกรรมจัดขึ้นเป็นประจำเดือนละครั้ง รวมทั้งหมด 9 ครั้ง ไปจนถึงเดือนกันยายน 2566 แต่ละครั้งรูปแบบก็จะเปลี่ยนไป เช่น เดือนมกราคมทำกิจกรรมแผนที่ชีวิต ให้ผู้เข้าร่วมย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง เดือนกุมภาพันธ์ใช้กระบวนการละคร ในเดือนถัดๆ ก็มีทั้งกิจกรรมชาภาวนา ไพ่ทาโรต์พุทธวิธี นอนภาวนา จัดระบบความคิดและชีวิตด้วย Mind map นพลักษณ์ (Enneagram) เป็นต้น ทั้งนี้ไม่เฉพาะบุคลากรด่านหน้าของโรงพยาบาล แต่รวมถึงบุคคลากรฝ่ายสนับสนุน และทุกคนที่สนใจก็สามารถสมัครเข้ามาร่วมได้ และไม่จำเป็นต้องมาติดต่อกันทุกครั้ง สามารถมาเข้าร่วมตามกิจกรรมที่สนใจได้

โครงการเยียวยาใจผู้ดูแลเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน จึงยังไม่อาจสรุปว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด แต่คณะผู้จัดทำก็มองเห็นสัญญาณบวกจากผู้เข้าร่วมในทุกครั้งเมื่อกิจกรรมจบลง ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ความเครียดลดน้อยลงและมีพลังใจที่จะกลับไปทำงาน

นอกจากกิจกรรมแล้ว คณะผู้จัดยังสร้างกลุ่มเฟซบุ๊คชื่อ ‘เยียวยาด้วยรัก’ ให้เป็นพื้นที่สำหรับแจ้งข้อมูลข่าวสาร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ความรู้สึก แบ่งปันวิธีการคลายความเครียด ตลอดจนกลายเป็นชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนกันในมิติของความเป็นมนุษย์โดยไม่แบ่งแยก เพื่อที่สุดท้ายแล้วจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ผู้มีหน้าที่เยียวยาผู้อื่น ได้กลับมาดูแลใจตนเอง และทำงานอย่างมีความสุขอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-419-9435, 089-812-2919

ขอบคุณข้อมูลประกอบ : ผศ.นพ.พนม เกตุมาน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคุณบงกช ประทุมพันธุ์ งานคุณธรรมและจริยธรรม โรงพยาบาลศิริราช

ค้นหาความรู้สุขภาพคลิก www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/index.aspx

#ศิริราช #siriraj
#Healing_the_Healer
#Healing #เยียวยาใจ #คุณธรรมและจริยธรรม #RoadMap
#SmartHospital
#sirirajdoctor

3 years ago | [YT] | 11