สรุปเรื่องเงินให้สนุก ง่าย ได้ประโยชน์📍 พูดคุย สอบถามความรู้ แชร์ประสบการณ์👉 ทัก Inbox ได้เลย📍 ติดต่องานEmail:💻 yosathon.t@gmail.com (มิว)Mobile:📱08-6995-6220 (มิว)📱08-9456-5465 (หากไม่สามารถติดต่อเบอร์แรกได้)
Money Buffalo
"เพื่อนยืมตังค์ไม่คืน ?" เปิดวิธีฟ้องศาล แบบไม่ต้องจ้างทนาย | Money Buffaloพี่ทุยนี่เป็นคนนึงเลยที่จะไม่ให้ใครยืมเงินโดยเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัว เพราะสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดที่สุดก็คือการที่เขา "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยเงินของเราอะ ทีนี้ สำหรับคนที่เผลอให้คนอื่นยืมเงินไปแล้ว ทวงก็แล้ว อะไรก็แล้ว อยากได้อะไรที่เป็นรูปธรรมหน่อยมีไหม ? มี !📌 ยอดหนี้น้อย ยืมเงินผ่านแชท สามารถ "ฟ้องศาล" ได้ในกรณีที่ยอดหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท จะถูกจัดเป็นคดีมโนสาเร่ฮะ ซึ่งเป็นคดีที่ขั้นตอนน้อย ไม่ยุ่งยาก เราสามารถเดินเรื่องไปศาลฟ้องเองได้โดยไม่ต้องจ้างทนาย และที่สำคัญคือค่าธรรมเนียมไม่แพง อยู่ที่ 2% ของยอดหนี้เท่านั้น (ไม่เกิน 1,000 บาท)ซึ่งหลักฐานที่ต้องใช้ก็มีแค่ Screenshot แชทขอยืมเงินหรืออื่น ๆ ที่ให้เห็นว่าเป็นการ "ขอยืม" และสลิปโอนเงินหรืออื่น ๆ ที่ทำให้เห็นว่ามีการ "ให้ยืม" ไปแล้วจริง ๆ จากนั้นก็ไปศาลแขวงใกล้บ้านได้เลย 5555ถ้าเคสของเราถูกจัดเป็นคดีมโนสาเร่ กระบวนการทุกอย่างก็จะค่อนข้างรวดเร็ว โดยขั้นตอนแรกที่ศาลจะทำคือ “เรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย” ก่อน แต่ถ้าจบปัญหาไม่ได้ก็จะไปสู่ขั้นตอนพิพากษาในลำดับถัดไป📌 ฟ้องศาลเป็นเพียงการเพิ่ม "โอกาส" ในการได้เงินคืนถ้ามาถึงการพิพากษา ศาลก็จะตัดสินให้ว่าคดีนี้ใครถูกใครผิด โดยทางเลือกที่เป็นไปได้มี 2 ทาง-ถ้าเราแพ้คดี โอกาสได้เงินคืนก็จะหายไป-แต่ถ้าชนะคดี ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะได้เงินคืนเสมอไปเพราะถ้าลูกหนี้ชำระเงินคืนดี ๆ ก็ถือว่าจบ ได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ถ้าลูกหนี้ท่าเยอะ ไม่จบง่าย ๆ สิ่งที่ทำได้ต่อไปคือการ "บังคับคดี" หรือพูดง่าย ๆ ก็คือบังคับให้ลูกหนี้ ทำตามคำสั่งศาล ถ้าอย่างกรณียืมเงินแล้วไม่คืน ลูกหนี้ก็จะมีโอกาสโดน ‘ยึดทรัพย์’ หรือ ‘อายัดเงินเดือน/บัญชี’ อย่างงี้เป็นต้นซึ่งบอกเลยว่าเป็นขั้นตอนที่ปวดประสาทสุด ๆ ทั้งเรื่องเอกสาร การเดินเรื่อง การสืบทรัพย์ จนสุดท้ายแล้วก็อาจต้องไปจบที่การจ้างทนายมาช่วยอยู่ดี📌 ก่อนฟ้องต้องประเมินความคุ้มค่าให้ดีดังนั้น นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไปแล้ว สิ่งที่ต้องประเมินด้วยคือ "ลูกหนี้มีทรัพย์มั้ย ?" เพราะหากชนะคดีไป แต่สุดท้ายลูกหนี้ไม่มีอะไรเลย เจ้าหนี้เองก็จะกลายเป็นทั้งคนที่เสียเวลาและเสียเงินค่าฟ้องไปด้วยมันจึงมักมีคำกล่าวที่ว่า "ต่อให้ชนะคดี แต่สุดท้ายก็อาจได้แค่กระดาษแผ่นเดียว"#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ยืมเงินไม่คืน #ฟ้องศาล #คดีมโนสาเร่ #กฎหมาย #ทวงหนี้
30 minutes ago | [YT] | 3
View 0 replies
TOP 5 ธีม ETF ที่คนลงทุนมากที่สุด เงินกำลังไหลจากเทคโนโลยี สู่ AI พลังงาน และความมั่นคง | Money Buffaloเมื่อก่อนนักลงทุนแห่ซื้อกองทุนพลังงานสะอาด นวัตกรรม และ Cloud Computing แต่วันนี้เงินลงทุนกลับไหลไปหา AI โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แถมล่าสุดยังมีอวกาศอีกด้วย !พี่ทุยว่าเรื่องนี้น่าสนใจครับ เพราะถ้าย้อนดูข้อมูล 5 ธีม ETF ที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2018–2026 จะเห็นว่า สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญกำลังเปลี่ยนไปตามทิศทางของโลก📌 1. จากเทคโนโลยีดิจิทัล สู่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานช่วงปี 2018–2021 นักลงทุนสนใจ Innovation, Cloud และ Clean Energy แต่ช่วงหลังกลับเห็น AI, Infrastructure และ Nuclear ติดอันดับมากขึ้น เพราะการเติบโตของ AI ไม่ได้ต้องการแค่ชิปหรือซอฟต์แวร์ แต่ยังต้องใช้ Data Center ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลมารองรับด้วยจากเดิมที่สนใจว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกอย่างไร วันนี้นักลงทุนเริ่มสนใจด้วยว่า อะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเติบโตต่อไปได้📌 2. AI และ Defense กลายเป็นธีมที่นักลงทุนสนใจต่อเนื่องอย่าง Defense ที่ติด Top 5 ตั้งแต่ปี 2022–2026 ขณะที่ AI เริ่มเข้ามาในปี 2023 และอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2026 สะท้อนว่าเงินลงทุนไม่ได้มองแค่โอกาสเติบโตจากเทคโนโลยี แต่ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการแข่งขันระหว่างประเทศมากขึ้นด้วยครับ📌 3. ธีมหน้าใหม่ สามารถกลายเป็นตัวหลักได้ในไม่กี่ปีAI เป็นตัวอย่างชัดเจน จากที่ไม่ติดอันดับในช่วงแรก กลับกลายเป็นหนึ่งในธีมที่มีเงินไหลเข้าสูงในช่วงหลัง ส่วน Nuclear ก็เริ่มติดอันดับตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่ Space เพิ่งเข้ามาในปี 2026แต่ต้องระวังนะครับ เงินไหลเข้าเยอะ ไม่ได้แปลว่าธีมนั้นจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด และธีมที่หลุด Top 5 ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนลงทุนแล้วภาพรวมที่พี่ทุยเห็นคือ เงินลงทุนกำลังขยับจากเทคโนโลยีที่สร้างโลกดิจิทัล ไปสู่ AI พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงมากขึ้น เพราะโลกไม่ได้ต้องการแค่เทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ยังต้องมีพลังงาน ระบบรองรับ และความมั่นคงเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านั้นเติบโตต่อไปได้ครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ETF #ลงทุนต่างประเทศ #AI #Infrastructure #NuclearEnergy #Defense #ธีมการลงทุน
1 day ago | [YT] | 64
คนรุ่นก่อนรับบำนาญ คนรุ่นใหม่แบกภาษี! ฝรั่งเศสกำลังเจอปัญหา เมื่อเงินบำนาญเบียดงบของคนรุ่นใหม่ บทเรียนที่ไทยไม่ควรเดินตาม | Money Buffaloประเทศที่ ขาดดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะสูง ประชาชนจ่ายภาษีหนัก แต่กลับรู้สึกว่าได้รับสวัสดิการไม่คุ้มค่า แถมรัฐบาลยังต้องใช้เงินมหาศาลดูแลผู้สูงอายุ จนเริ่มกระทบงบประมาณสำหรับคนรุ่นใหม่ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่ประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญอยู่ครับ แต่ฟังแล้วคุ้น ๆ กันไหมครับ ? เพราะหลายปัญหาที่ฝรั่งเศสกำลังเจอ ก็คล้ายกับสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่น้อย!โดยเฉพาะปัญหาสังคมสูงวัย ที่คนเกษียณเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนคนทำงานกลับลดลง ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่ยังต้องหาเงินมาพัฒนาประเทศและสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ด้วยพี่ทุยเลยอยากชวนมาถอดบทเรียนครับว่า ทำไมฝรั่งเศสที่เก็บภาษีสูงลำดับต้น ๆ ของโลก ถึงยังมีเงินไม่พอใช้ และไทยกำลังเสี่ยงเดินตามรอยนี้หรือเปล่า ?📌 ฝรั่งเศสเก็บภาษีสูง แต่เงินบำนาญกลับเบียดงบสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ทุกคนรู้ไหมครับว่า ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่เก็บภาษีสูงลำดับต้น ๆ ของโลก เพราะรัฐบาลต้องนำเงินไปดูแลประชาชน ทั้งเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษา แต่ปัญหาคือ แม้จะเก็บภาษีได้มากขนาดนี้ รัฐบาลก็ยังมีเงินไม่พอใช้ครับ!แล้วเงินหายไปไหนหมด ? คำตอบคือ ฝรั่งเศสมีรายจ่ายภาครัฐสูงมาก โดยเฉพาะเงินบำนาญ สาธารณสุข และสวัสดิการต่าง ๆ แถมประเทศยังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสัดส่วนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 16.4% ในปี 2006 เป็น 22.2% ในปี 2026เมื่อคนแก่เพิ่มขึ้น ภาระบำนาญก็ยิ่งกดดันรัฐบาล โดยฝรั่งเศสมีรายจ่ายบำนาญสูงถึงประมาณ 14% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง จนคาดว่าหนี้สาธารณะปี 2026 จะสูงถึง 118% ของ GDPแต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Reuters รายงานว่า ในร่างงบประมาณปี 2027 ของกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศส เงินถึง 32% หรือเกือบ 1 ใน 3 เป็นภาระเงินสมทบเข้าระบบบำนาญข้าราชการ ไม่ใช่เงินที่นำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนหรือสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ในปัจจุบันโดยตรงนี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของฝรั่งเศสครับ เพราะเมื่อภาระบำนาญเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนทำงานที่ช่วยส่งเงินเข้าระบบมีไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ต้องหาเงินมาช่วยจ่ายมากขึ้น จนอาจเบียดงบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศและสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ครับ📌 ประเทศไทยกำลังเดินตามฝรั่งเศสไปติด ๆหันกลับมาดูประเทศไทยกันบ้างครับ เพราะถึงแม้ระบบบำนาญของเราจะต่างจากฝรั่งเศส แต่สิ่งที่กำลังเจอเหมือนกันก็คือ คนแก่เพิ่มขึ้น แต่คนวัยทำงานที่คอยหาเงินเข้าระบบกลับมีสัดส่วนลดลงข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2568 พบว่า ไทยมีผู้สูงอายุแล้วกว่า 15.1 ล้านคน ขณะที่คนวัยทำงานมีประมาณ 45.2 ล้านคน แสดงว่าทุกวันนี้เรามีคนวัยทำงานประมาณ 3 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มลดลงอีก เพราะคนไทยเกิดลูกกันน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ คนไทยจำนวนมากไม่ได้มีเงินบำนาญเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยซ้ำ!นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาจต้องใช้เงินดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งเบี้ยยังชีพ ค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการต่าง ๆ ขณะที่ยังมีภาระบำนาญข้าราชการและหนี้สาธารณะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วลองนึกภาพนะครับ ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลต้องนำเงินภาษีไปดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีคนวัยทำงานจ่ายภาษีเป็นสัดส่วนลดลง แล้วจะเหลือเงินเท่าไรไปพัฒนาการศึกษา สร้างงาน และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ?นี่จึงเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเตรียมรับมือครับ เพราะถ้าเราไม่สร้างคนรุ่นใหม่ให้มีรายได้ดีพอในวันนี้ วันข้างหน้าก็อาจไม่มีคนทำงานและรายได้ภาษีมากพอที่จะดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งในวันนั้นก็คือตัวเราเองสุดท้ายนี้ บทเรียนจากประเทศฝรั่งเศส มันกำลังบอกเราว่าแค่การเข้าสู่สังคมสูงวัย ก็ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินดูแลประชาชนเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงยิ่งต้องระวังการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น เพราะการดูแลคนรุ่นก่อนเป็นหน้าที่ที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่การทิ้งหนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง โดยไม่ได้สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้พวกเขา นั่นต่างหากคือความไม่เป็นธรรมครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ฝรั่งเศส #เศรษฐกิจ #ผู้สูงอายุ #บำนาญ #เกษียณ #งบประมาณ
1 day ago | [YT] | 515
View 100 replies
ฐานภาษีเท่านี้ ซื้อ RMF หรือลงทุน ETF ตรง แบบไหนคุ้มกว่า ? | Money Buffaloเวลาพูดถึง RMF หลายคนจะคิดว่า “ยังไงก็คุ้ม เพราะได้ลดภาษี” แต่จริง ๆ ไม่เสมอไปครับ เพราะสิทธิ์ลดภาษีที่เราได้วันนี้ ต้องเอามาเทียบกับ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มตลอดหลายปีที่ถือกองพี่ทุยเลยลองคิดโจทย์นี้กลับด้านว่า ถ้าเราจะลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน เช่น ตามดัชนี S&P 500 เหมือนกัน ระหว่าง ซื้อผ่าน RMF ที่สมมติค่าธรรมเนียม 1 % ต่อปี กับลงทุน ETF โดยตรงที่สมมติค่าธรรมเนียม 0.05% ต่อปี แปลว่า RMF มีต้นทุนสูงกว่าอยู่ประมาณ 0.95% ต่อปีแล้ว “ภาษีที่ประหยัดได้” ต้องมากแค่ไหน ถึงจะชนะต้นทุน 0.95% ที่ต้องจ่ายเพิ่มทุกปี ? นี่แหละครับ คือที่มาของคำว่า “คุ้ม/ไม่คุ้ม” ในตารางนี้📌 ตารางนี้คิดคำว่า “คุ้ม” ยังไง ?ง่าย ๆ ครับ พี่ทุยกำลังเอา “เงินที่ประหยัดภาษีได้จาก RMF” มาแข่งกับ “ค่าธรรมเนียมที่ RMF แพงกว่า ETF”สมมติเรามีเงิน 100 บาท และอยู่ฐานภาษี 20%ถ้าเอา 100 บาทไปลงทุน ETF ตรง ไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี แต่ถ้าเอา 100 บาทไปซื้อ RMF ลดภาษีได้ประมาณ 20 บาท แปลว่า RMF เริ่มต้นด้วยแต้มต่อ 20 บาท จากสิทธิ์ลดภาษีครับแต่ปัญหาคือ RMF ในตัวอย่างนี้มีค่าธรรมเนียม 1 % ต่อปี ขณะที่ ETF อยู่ที่ 0.05% ต่อปี เท่ากับว่า RMF แพงกว่าประมาณ 0.95% ทุกปีดังนั้น ถ้าเราต้องถือ RMF นานมาก ๆ แต้มต่อจากภาษีที่ได้มาตั้งแต่วันแรก ก็มีโอกาสถูกค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าค่อย ๆ กินไปเรื่อย ๆ นี่แหละครับคือหลักคิดของตาราง- ถ้าประโยชน์จากภาษี มากพอชดเชยค่าธรรมเนียมที่แพงกว่า → RMF คุ้ม- ถ้าประโยชน์จากภาษี น้อยจนชดเชยค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าไม่ไหว → ETF ตรงคุ้มกว่า📌 ทำไมยิ่งอายุมาก RMF ยิ่งคุ้มง่าย ?เพราะเวลาที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงกว่า “สั้นลง” ครับ ลองนึกภาพคน 2 คน ได้ส่วนลดภาษีเท่ากัน- คนแรกอายุ 25 ปี ต้องถืออีกประมาณ 30 ปี- คนที่สองอายุ 50 ปี ต้องถืออีกประมาณ 5 ปีคนอายุ 25 ได้แต้มต่อภาษีเหมือนกัน แต่ต้องแบกค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าไปอีก 30 ปี ส่วนคนอายุ 50 แบกต้นทุนที่แพงกว่าอีกแค่ประมาณ 5 ปี เพราะฉะนั้น ยิ่งเหลือเวลาถือน้อย แต้มต่อจากการลดภาษีก็ยิ่งถูกค่าธรรมเนียมกินน้อยลง RMF จึงเริ่มคุ้มง่ายขึ้นครับอย่างคนอายุ 25 ฐานภาษี 30% เมื่อเอาประโยชน์จากภาษีมาเฉลี่ยเทียบตลอด 30 ปี จะคิดเป็นประมาณ 1.20% ต่อปี ซึ่งยังน้อยกว่าส่วนต่างค่าธรรมเนียม 0.95% ในตัวอย่างนี้จึง “ไม่คุ้ม”แต่คนอายุ 45 ฐานภาษี 15% แม้ได้ประโยชน์จากภาษีน้อยกว่า แต่เหลือเวลาถือแค่ประมาณ 10 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้ว ประโยชน์จากภาษีคิดเป็นประมาณ 1.64% ต่อปี มากกว่า 0.95% จึงกลายเป็น “คุ้ม”อีกด้านหนึ่ง ยิ่งฐานภาษีสูง RMF ก็ยิ่งคุ้มง่าย เพราะซื้อ RMF 100 บาทเท่ากัน คนฐานภาษี 10% ประหยัดภาษีประมาณ 10 บาท แต่คนฐานภาษี 30% ประหยัดประมาณ 30 บาท แต้มต่อเริ่มต้นจึงไม่เท่ากันครับสรุปตารางนี้จำแค่ 2 อย่างพอ- ฐานภาษียิ่งสูง → RMF ยิ่งได้เปรียบ- เหลือเวลาถือยิ่งสั้น → RMF ยิ่งได้เปรียบแต่ทั้งหมดเป็นการจำลองภายใต้สมมติฐานว่า ลงทุนสินทรัพย์เดียวกัน ผลตอบแทนก่อนค่าธรรมเนียมเท่ากัน RMF ค่าธรรมเนียม 1% และ ETF 0.95% เท่านั้นนะครับ ของจริงค่าธรรมเนียมแต่ละกองไม่เท่ากัน และยังมีค่าเงิน ภาษี ค่าซื้อขาย Tracking Error รวมถึงเงื่อนไขการถือ RMF เข้ามาเกี่ยวข้องอีกดังนั้น ตารางนี้ไม่ได้บอกว่า RMF ดีกว่า ETF เสมอ แต่กำลังตอบคำถามง่าย ๆ ว่า “ภาษีที่เราประหยัดได้วันนี้ คุ้มกับค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายแพงกว่าไปอีกหลายปีหรือเปล่า ?” อันนี้ผมว่าคนอ่านเก็ตกว่าเดิมเยอะครับ เพราะไม่ต้องเข้าใจ Annualized Return ก่อนถึงจะอ่านตารางรู้เรื่อง#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #TaxIteasy #เพราะภาษีง่ายกว่าที่คิด #RMF #ETF #ลดหย่อนภาษี #ลงทุนต่างประเทศ #SP500 #วางแผนภาษี #วางแผนการเงิน
2 days ago (edited) | [YT] | 88
View 1 reply
6 กองทุน ETF สำหรับคนเริ่มต้นลงทุน ผลตอบแทนดี และเน้นค่าธรรมเนียมถูก ๆ ไว้ก่อน | Money Buffaloอยากเริ่มลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ? Apple ก็น่าสนใจ Microsoft ก็อยากได้ NVIDIA ก็กลัวตกรถ สรุปเลือกไม่ถูกสักที 55555 พี่ทุยว่าแทนที่จะปวดหัวเลือกหุ้นรายตัว ลองเริ่มต้นจาก ETF ก่อนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ เพราะใช้เงินลงทุนก้อนเดียว ก็สามารถกระจายไปถือหุ้นได้ตั้งแต่หลักสิบ หลักร้อย ไปจนถึงหลักพันบริษัท !ที่สำคัญคือ ETF บางกองมีค่าธรรมเนียมถูกมาก อย่าง VOO และ VTI เก็บเพียง 0.03% ต่อปี หรือคิดง่าย ๆ ถ้าลงทุน 100,000 บาท ก็มีค่าธรรมเนียมประมาณ 30 บาทต่อปีเท่านั้น แต่ก่อนจะเลือกซื้อ พี่ทุยอยากให้เข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อนครับ1. ETF ไม่ได้เหมือนกันทุกกอง เลือกให้ตรงกับสิ่งที่อยากลงทุนแม้จะเป็น ETF เหมือนกัน แต่แต่ละกองลงทุนต่างกันครับ อย่าง VOO เน้นหุ้นบริษัทใหญ่ 500 แห่งของสหรัฐฯ ส่วน VTI กระจายไปทั่วตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่ VT กระจายการลงทุนไปยังหุ้นทั่วโลก แต่ถ้าใครอยากเน้นหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ก็อาจสนใจ QQQM ส่วน SCHD เหมาะกับคนที่ชอบหุ้นคุณภาพและเน้นเงินปันผลเพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่า ETF ตัวไหนผลตอบแทนสูงสุดแล้วจะเหมาะกับเราที่สุด แต่ต้องดูด้วยว่าเราอยากลงทุนในอะไร และรับความผันผวนได้แค่ไหนครับ2. ค่าธรรมเนียมต่างกันนิดเดียว แต่ระยะยาวอาจต่างกันเยอะสมมติลงทุน 100,000 บาท ในกองทุนที่มีค่าธรรมเนียม 1.5% ต่อปี เทียบกับ ETF ที่เก็บเพียง 0.03%ปีแรกคิดจากเงินลงทุนเท่ากัน จะมีต้นทุนค่าธรรมเนียมประมาณ 1,500 บาท กับ 30 บาท ต่างกันถึง 1,470 บาท ยิ่งลงทุนหลายสิบปี ส่วนต่างค่าธรรมเนียมก็ยิ่งมีโอกาสสะสมและกระทบผลตอบแทนทบต้นของเรานี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกกองทุนค่าธรรมเนียมต่ำ ถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุนระยะยาว3. ผลตอบแทนย้อนหลังสูง ไม่ได้แปลว่าอนาคตจะสูงเหมือนเดิมจากอินโฟจะเห็นว่า QQQM มีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีสูงถึง 16.7% ต่อปี ขณะที่กองทุนอื่น ๆ ก็มีผลตอบแทนแตกต่างกันไป แต่ต้องระวังนะครับ เพราะผลตอบแทนเหล่านี้เป็นข้อมูลในอดีต ไม่ใช่การการันตีว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะได้เท่าเดิมโดยเฉพาะ ETF ที่เน้นหุ้นเติบโตหรือหุ้นเทคโนโลยี แม้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่ก็อาจเผชิญความผันผวนมากกว่ากองทุนที่กระจายการลงทุนกว้าง ๆ ได้เช่นกันนอกจากนี้ สำหรับคนไทยที่ซื้อ ETF ต่างประเทศโดยตรง ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีด้วยครับสุดท้ายแล้ว การเริ่มลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือก ETF ที่ทำผลตอบแทนได้สูงที่สุด แต่ควรเลือกกองที่เราเข้าใจ กระจายความเสี่ยงเหมาะสม ค่าธรรมเนียมไม่แพง และสามารถถือลงทุนระยะยาวได้จริงเพราะการลงทุนที่ดี ไม่ใช่แค่การเลือกกองทุนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่ต้องเป็นกองทุนที่พาเราไปถึงเป้าหมายได้ โดยไม่ทำให้เราถอดใจขายทิ้งระหว่างทางครับหมายเหตุ : ผลตอบแทนในอินโฟเป็นข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันในอนาคต และค่าธรรมเนียมที่แสดงเป็นค่าใช้จ่ายรายปีของ ETF ซึ่งยังไม่รวมค่าซื้อขาย ภาษี และต้นทุนอื่น ๆ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ETF #ลงทุนต่างประเทศ #หุ้นสหรัฐ #ลงทุนมือใหม่ #SP500 #PassiveInvesting
3 days ago | [YT] | 122
View 2 replies
“ไม่ชอบหน้าเขา เลยไม่เชื่อความจริง”? อคติที่ทำให้คนเถียงแพ้หลักฐาน และนักลงทุนแพ้ตลาด | Money Buffaloดราม่าแข่งโกคาร์ทของน้องพายุ พี่ทุยว่ามีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก และสะท้อนพฤติกรรมของคนเราได้ดีเลยแหล่ะครับ เพราะหลังจากมีการยืนยันแล้วว่าเครื่องยนต์ของรถน้องพายุ “ผิดสเปก”ตามกติกาจริง แต่ๆๆๆ ชาวเน็ตบางส่วนก็เลือกที่จะนะ ออกมาปกป้องน้องพายุ พร้อมกับโจมตีฝั่งที่ยื่นประท้วง โดยเฉพาะคุณปอ ที่หลายคนยังติดภาพจำจากข่าวในอดีต ซึ่งเรื่องนี้พี่ทุยไม่ได้จะบอกว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลวนะครับ และการที่รถผิดกติกาก็ไม่ได้หมายความว่าน้องพายุมีเจตนาโกง เพราะเรื่องนี้ต้องแยกกันให้ออกด้วยแต่มีคำถามหนึ่งที่อยากชวนคิดว่า…ถ้าคนที่ยื่นประท้วงไม่ใช่คุณปอ และคนที่โดนประท้วงไม่ได้เป็นลูกแม่ชม เราจะยังตัดสินเรื่องนี้เหมือนเดิมหรือเปล่า ? เพราะในทางจิตวิทยามีสิ่งที่เรียกว่า Horn Effect คือการที่เราไม่ชอบใครสักคน จนเผลอมองสิ่งที่เขาทำในแง่ลบไปหมด แม้บางเรื่องเขาอาจเป็นฝ่ายถูกก็ตาม และพี่ทุยว่าอคติแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกโซเชียลเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในโลกการลงทุนได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เราปล่อยให้ความชอบหรือความเกลียดมีอิทธิพลเหนือข้อเท็จจริง ยิ่งไปกว่านั้น อคติของเรายังอาจถูกตอกย้ำด้วยสิ่งที่เรียกว่า Confirmation Bias หรือการเลือกเชื่อเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความคิดเดิมของตัวเอง จนมองข้ามหลักฐานที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ📌 พอไม่ชอบใครสักคน ต่อให้เขาทำถูก ก็อาจมองว่าผิดอยู่ดีในโลกการลงทุนก็มีอคติแบบนี้เหมือนกันครับ เรียกว่า Horn Effect หรือการที่เราเอาความรู้สึกด้านลบต่อคนคนหนึ่ง ไปเหมารวมตัดสินเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขาลองนึกภาพว่า เราไม่ชอบผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่งมาก ๆ จนต่อให้งบการเงินออกมาดี กำไรเติบโต หนี้สินลดลง เราก็ไม่คิดจะศึกษาหุ้นตัวนั้น เพราะตัดสินไปแล้วว่าบริษัทนี้ไม่น่าลงทุน ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้บริหารที่เราไม่ชอบอาจบริหารธุรกิจได้ดีก็ได้ สุดท้ายเราเลยอาจพลาดโอกาสลงทุนในหุ้นดี ๆ เพียงเพราะอคติส่วนตัวในทางกลับกัน ก็มี Halo Effect ที่ทำให้เราชื่นชอบ CEO มากเกินไป จนมองข้ามข้อเสียของบริษัท ต่อให้หุ้นแพงเกินพื้นฐาน กำไรเริ่มลด หรือธุรกิจมีปัญหา ก็ยังกล้าซื้อเพราะเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารกลายเป็นว่าการเกลียด CEO มากเกินไป อาจทำให้พลาดหุ้นดี แต่รัก CEO มากเกินไป ก็อาจทำให้ขาดทุนหนักได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้ว หุ้นจะคุ้มค่าหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบหรือเกลียดใคร แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานธุรกิจและราคาที่เราจ่ายต่างหากครับ📌ปักใจเชื่อไปแล้ว ต่อให้มีหลักฐานใหม่ ก็ยังไม่อยากเปลี่ยนใจในโลกการลงทุนก็มีอคติอีกอย่างที่เรียกว่า Confirmation Bias หรือการเลือกเชื่อเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตัวเอง และมองข้ามหลักฐานที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อเราลงเงินซื้อหุ้นไปแล้วลองนึกภาพว่า เราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 100 บาท เพราะมั่นใจว่าธุรกิจมีอนาคตสดใส แต่ผ่านไปปีเดียว บริษัทกลับกำไรลด หนี้เพิ่ม และราคาหุ้นร่วงเหลือ 70 บาทแทนที่จะกลับมาทบทวนว่าบริษัทนี้ยังดีเหมือนที่เคยคิดหรือไม่ เรากลับเลือกอ่านแต่ข่าวดี ฟังเฉพาะคนที่เชียร์หุ้นตัวเดียวกัน และมองว่าคนที่ออกมาเตือนกำลังพยายามทุบหุ้นจากที่ควรถามว่า “หุ้นตัวนี้ยังน่าลงทุนไหม ?” กลับกลายเป็นพยายามพิสูจน์ว่า “ฉันคิดถูกตั้งแต่แรก” สุดท้ายจากที่ขาดทุน 30% ก็อาจกลายเป็นขาดทุนหนักกว่าเดิม เพราะไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ที่บ่งชี้ว่าพื้นฐานธุรกิจอาจเปลี่ยนไปแล้วแน่นอนครับว่า หุ้นราคาตกไม่ได้แปลว่าเราคิดผิดเสมอไป แต่สิ่งสำคัญคือ เรากำลังถือหุ้นต่อเพราะวิเคราะห์แล้วว่าธุรกิจยังดีจริง ๆ หรือแค่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองตัดสินใจผิด ? เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เราขาดทุนหนัก อาจไม่ใช่การเลือกหุ้นผิดตั้งแต่แรก แต่เป็นการไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปแล้วครับดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรทำจึงไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองถูกตลอดเวลา แต่ต้องกล้ายอมรับว่าความคิดเดิมอาจผิดได้ พี่ทุยเลยอยากฝากหลักคิดง่าย ๆ 3 ข้อ ก่อนตัดสินใจลงทุนครับ1. แยกข้อเท็จจริงออกจากความรู้สึก อย่าตัดสินหุ้นเพียงเพราะชอบหรือไม่ชอบผู้บริหาร2. เปิดใจรับข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อ ไม่ใช่เลือกฟังแต่สิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน3. ลองสลับมุมมอง ถ้าข้อมูลเดียวกันเกิดขึ้นกับบริษัทที่เราไม่ชอบ เราจะยังตัดสินใจเหมือนเดิมไหม ?กลับมาที่ดราม่าโกคาร์ทของน้องพายุ พี่ทุยว่าเราสามารถเอ็นดูน้องพายุ ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของทีมช่างและกรรมการ หรือแม้แต่ไม่ชอบคุณปอจากเหตุการณ์ในอดีตได้ทั้งหมดครับ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นไม่ควรทำให้เราปฏิเสธข้อเท็จจริง เพราะ การไม่ชอบคนที่พูด ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาพูดจะผิดเสมอไปและนี่แหละครับคือบทเรียนสำคัญของนักลงทุน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเสียเงิน อาจไม่ใช่การถูกใครหลอก แต่เป็นการปล่อยให้อคติของตัวเองหลอกให้เชื่อเฉพาะสิ่งที่อยากเชื่อ ในโลกออนไลน์ อคติอาจทำให้เราเถียงแพ้หลักฐาน แต่ในโลกการลงทุน อคติอาจทำให้เราแพ้ตลาด และเสียเงินจริง ๆ ครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #จิตวิทยาการลงทุน #InvestmentBias #ConfirmationBias #HornEffect #ลงทุน
5 days ago | [YT] | 278
View 15 replies
จากการห้ามส่งออก สู่การยึดห่วงโซ่อุปทาน อินโดนีเซียเปลี่ยนแร่เป็นอำนาจ | Money Buffaloใครจะคิดว่า แค่การสั่งห้ามส่งออกแร่ดิบ จะทำให้ประเทศหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านนิกเกิลของโลกได้ ! เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับอินโดนีเซียครับ จากประเทศที่เคยขุดแร่ส่งขายต่างชาติ วันนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนิกเกิลที่ทั่วโลกต้องจับตามองเพราะในปี 2014 อินโดนีเซียผลิตนิกเกิลแปรรูปได้เพียงประมาณ 22,000 ตัน แต่พอถึงปี 2023 กลับผลิตได้มากกว่า 1.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60 เท่า ! เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ไม่ได้เป็นเพราะอินโดนีเซียเพิ่งค้นพบแร่นิกเกิลมหาศาลนะครับ แต่เป็นเพราะรัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนวิธีหาเงินจากทรัพยากรที่ตัวเองมี📌 1- จากประเทศขายแร่ดิบ สู่ประเทศที่บังคับให้ต่างชาติเข้ามาสร้างโรงงานเมื่อก่อนอินโดนีเซียมีนิกเกิลเยอะก็จริง แต่ส่วนใหญ่ส่งออกเป็นวัตถุดิบให้ประเทศอื่นนำไปแปรรูปต่อพูดง่าย ๆ ก็เหมือนเราปลูกโกโก้ แต่ขายแค่เมล็ดให้ต่างชาติเอาไปทำช็อกโกแลต แล้วคนที่ได้มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปกลับเป็นคนอื่นครับอินโดนีเซียเลยคิดใหม่ว่า ในเมื่อเรามีทรัพยากรที่คนทั้งโลกต้องการ ทำไมต้องขายแค่ของดิบด้วย ?รัฐบาลจึงเริ่มจำกัดการส่งออกแร่นิกเกิลตั้งแต่ปี 2014 ก่อนบังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกแร่นิกเกิลเต็มรูปแบบในปี 2020 ผลก็คือ ถ้าบริษัทต่างชาติอยากใช้นิกเกิลของอินโดนีเซีย ก็ต้องเข้ามาลงทุนสร้างโรงถลุงและโรงงานแปรรูปในประเทศ แทนที่จะส่งออกแร่ดิบอย่างเดียว อินโดนีเซียจึงเริ่มสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรของตัวเองได้มากขึ้น📌 2- อินโดนีเซียมีแร่ แต่จีนมีเงินทุนและเทคโนโลยีแต่การจะเปลี่ยนจากประเทศขุดแร่ มาเป็นประเทศแปรรูปแร่ ไม่ใช่แค่มีวัตถุดิบแล้วจะทำได้ทันทีนะครับเพราะต้องใช้ทั้งเงินทุนมหาศาล เทคโนโลยี โรงงาน และความเชี่ยวชาญ ซึ่งจีนมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วบริษัทจีนจึงเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมนิกเกิลของอินโดนีเซียจำนวนมาก จนข้อมูลจาก IEA ระบุว่า บริษัทจีนมีสัดส่วนประมาณ 75% ของกำลังการกลั่นนิกเกิลในอินโดนีเซียเรื่องนี้เลยน่าสนใจตรงที่ว่า อินโดนีเซียเป็นเจ้าของทรัพยากร โรงงานตั้งอยู่ในอินโดนีเซีย แต่ผู้ถือครองธุรกิจและเทคโนโลยีจำนวนมากกลับเป็นบริษัทจีน หมายความว่า แม้อินโดนีเซียจะสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากำไรทั้งหมดจะตกเป็นของบริษัทอินโดนีเซียครับ📌 3- จากแร่ธรรมดา กลายเป็นอำนาจต่อรองในอุตสาหกรรมโลกที่นิกเกิลสำคัญขนาดนี้ เพราะไม่ได้ใช้แค่ผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทด้วย เมื่ออินโดนีเซียกลายเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ของโลก ประเทศต่าง ๆ ที่ต้องใช้วัตถุดิบชนิดนี้ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานของอินโดนีเซียมากขึ้นแต่การเติบโตอย่างรวดเร็วก็มีต้นทุนครับ ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานถ่านหินในโรงถลุงบางแห่ง และความเสี่ยงที่โลกจะพึ่งพาแหล่งผลิตนิกเกิลกระจุกตัวมากเกินไปเรื่องนี้จึงไม่ได้มีแค่มุมที่อินโดนีเซียประสบความสำเร็จ แต่ยังสะท้อนว่า การมีทรัพยากรอยู่ในประเทศ กับการเป็นเจ้าของผลประโยชน์จากทรัพยากรนั้น อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้อินโดนีเซียมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ไม่ใช่แค่การมีนิกเกิลอยู่ใต้ดิน แต่เป็นการใช้นโยบายดึงอุตสาหกรรมแปรรูปให้เข้ามาอยู่ในประเทศนี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ประเทศที่มีทรัพยากรมาก ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยจากการขุดขายเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น หากพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรที่ตัวเองมี และโจทย์ต่อไปของอินโดนีเซียก็คือ จะทำอย่างไรให้ประเทศไม่ได้เป็นแค่สถานที่ตั้งโรงงาน แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วยครับที่มา: British Geological Survey (World Mineral Statistics 2025), International Energy Agency (IEA)#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #อินโดนีเซีย #นิกเกิล #เศรษฐกิจโลก #EV #จีน
1 week ago | [YT] | 147
8 ภาษีการลงทุน กำไรแบบไหนรอด แบบไหนโดน ? | Money Buffaloลงทุนได้กำไร 10,000 บาท แต่พอเงินเข้าบัญชีจริง ๆ กลับได้ไม่ครบ เอ๊ะ ! เงินหายไปไหน ?คำตอบอาจเป็นเพราะ “ภาษีการลงทุน” ที่หลายคนมองข้ามไปครับเพราะรู้ไหมว่า ลงทุนได้กำไรเท่ากัน แต่ภาษีที่ต้องเสียอาจไม่เท่ากันเลย อย่างหุ้นไทย ถ้าซื้อมา 100 บาท ขายได้ 150 บาท กำไร 50 บาท โดยทั่วไปไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าได้รับเงินปันผลกลับถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทันทียิ่งลงทุนต่างประเทศก็ยิ่งมีเรื่องให้ปวดหัว เพราะอาจต้องเจอทั้งภาษีจากประเทศต้นทาง และภาษีที่ต้องคำนวณเมื่อมีการนำเงินได้กลับเข้าไทยตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรที่น่าสนใจคือ แม้จะลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน แต่เลือกช่องทางต่างกัน ภาษีก็อาจไม่เหมือนกัน เช่น การลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่าน DR ในตลาดหุ้นไทย กับการซื้อหุ้นต่างประเทศโดยตรง พี่ทุยเลยรวบรวมภาษีจากการลงทุนยอดนิยม 8 ประเภทมาให้ดูว่า แบบไหนเสียภาษี แบบไหนได้รับยกเว้น และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องระวังบ้างเพราะสุดท้ายแล้ว ผลตอบแทน 10% ที่ต้องเสียภาษี กับผลตอบแทน 10% ที่ไม่ต้องเสียภาษี เงินที่เหลือเข้ากระเป๋าเราไม่เท่ากันครับ ก่อนลงทุนจึงอย่าดูแค่ว่าได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดูด้วยว่า หลังหักภาษีและค่าธรรมเนียมแล้ว เราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไหร่หมายเหตุ : ภาษีจริงขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ สถานะทางภาษี และเงื่อนไขของผู้ลงทุนแต่ละรายด้วยครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #TaxItEasy #เพราะภาษีง่ายกว่าที่คิด #ภาษี #หุ้นนอก #กองทุนรวม #ภาษีการลงทุน #หุ้นไทย #หุ้นต่างประเทศ #ETF #DR
1 week ago | [YT] | 171
9 สิทธิสวัสดิการฟรี ! ของคนไทย รู้ไว้ก่อนพลาดสิทธิที่ตัวเองมี | Money Buffaloรู้หรือไม่ ? คนไทยมีสิทธิสวัสดิการหลายอย่างที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ แต่บางอย่างก็อาจเป็นสิทธิที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี ! วันนี้พี่ทุยรวมมาให้แล้ว 📌 9 สิทธิสวัสดิการฟรี ของคนไทยที่ควรรู้และบอกต่อ1. ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 1 ครั้ง สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรทองและประกันสังคม ม.33 และ ม.39 ตามเงื่อนไขของแต่ละสิทธิ2. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฟรี สำหรับผู้หญิงไทย ตามเกณฑ์และเงื่อนไขการรับบริการ3. เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาและปรึกษาเภสัชกรฟรี สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรทอง ณ ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ4. ยาเม็ดคุมกำเนิดฟรี สำหรับผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ที่เข้าเกณฑ์รับบริการ5. ถุงยางอนามัยฟรี สำหรับผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ ตามเงื่อนไขของโครงการ6. ปรึกษาสุขภาพจิตฟรี ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 13237. ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี ผ่านสภาทนายความ โทร. 1167 หรือสำนักงานอัยการสูงสุด โทร. 11578. เรียนคอร์สออนไลน์ฟรี ผ่านเว็บไซต์ Thai MOOC9. ตรวจเครดิตบูโรฟรี 1 ครั้งต่อปี ตามเงื่อนไขและช่องทางที่กำหนดบางสิทธิช่วยลดค่ารักษาพยาบาล บางสิทธิช่วยเพิ่มความรู้และทักษะ ขณะที่บางสิทธิก็เป็นตัวช่วยยามมีปัญหาในชีวิต ที่สำคัญคือก่อนใช้สิทธิ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและช่องทางรับบริการล่าสุด เพราะสิทธิแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันเซฟเก็บไว้ แล้วแชร์ต่อให้คนรอบตัวได้รู้ไปด้วยกัน เพราะการรู้สิทธิของตัวเอง อาจช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิดนะจ้ะ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #สิทธิสวัสดิการ #สิทธิคนไทย #ความรู้การเงิน #ประหยัดเงิน
1 week ago | [YT] | 341
View 12 replies
พันธบัตรสหรัฐฯ ให้ดอกเบี้ย 5% นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ “หุ้นและทองคำ” ทั่วโลกร่วง! | Money Buffaloถ้าวันนี้พี่ทุยบอกว่า มีคนอยากขอยืมเงินเรา 100,000 บาท โดยเสนอผลตอบแทนให้ปีละ 5% และสัญญาว่าอีก 10 ปีจะคืนเงินต้นให้ครบ ทุกคนจะยอมให้ยืมไหมครับ ?ถ้าเป็นคนธรรมดาที่เราไม่รู้จัก ก็คงต้องคิดหนัก แต่ถ้าคนที่มาขอยืมคือรัฐบาลสหรัฐฯ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หลายคนคงสนใจทันที เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกแต่ทุกคนไม่เอะใจหน่อยเหรอครับว่า ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ น่าเชื่อถือขนาดนี้ ทำไมถึงต้องเสนอผลตอบแทนสูงกว่า 5% ทั้งที่เมื่อก่อนเคยกู้เงินได้ถูกกว่านี้มาก ?ที่พี่ทุยถามแบบนี้ เพราะเรื่องที่เล่ามาไม่ใช่แค่สถานการณ์สมมติครับ! เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ Bond Yield พุ่งแตะ 5.36% สูงสุดในรอบ 24 ปีเรียกได้ว่า วันนี้แม้แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ต้องเผชิญต้นทุนการกู้เงินระยะยาวที่แพงขึ้นมาก จนทำให้คนทั้งโลกเริ่มจับตามอง เพราะถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว ปัญหาอาจไม่ได้จบแค่ในอเมริกา แต่มีโอกาสลามไปถึงตลาดหุ้น สินทรัพย์ทั่วโลก ค่าครองชีพ และเงินในกระเป๋าของพวกเราด้วยครับ📌 รู้จักคุณอเมริกา คนรวยที่หาเงินเก่ง แต่ใช้เงินเก่งกว่า ลองจินตนาการว่ามีคนคนหนึ่งชื่อว่า “คุณอเมริกา” คุณอเมริกาเป็นคนรวยมาก มีรายได้มหาศาล ใคร ๆ ก็อยากให้ยืมเงิน เพราะมั่นใจว่าเขามีความสามารถหาเงินมาคืนได้แต่ปัญหาคือ คุณอเมริกาใช้เงินมากกว่าที่หาได้อยู่ตลอด! โดยปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกประเมินว่าจะมีรายได้ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มีรายจ่ายถึง 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ พูดง่าย ๆ คือ หาเงินได้ 100 บาท แต่ใช้ไปประมาณ 135 บาท!เมื่อเงินไม่พอ “คุณอเมริกา “ ก็ต้องกู้เพิ่ม แถมยังมีหนี้เก่าที่ต้องทยอยจ่ายคืนอีก ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็กังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น จนวันนี้คุณอเมริกาต้องเผชิญต้นทุนการกู้เงินที่แพงกว่าเดิมมาก📌 อเมริกากู้เงินดอกเบี้ยแพงขึ้น อาจทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกร่วงลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณอเมริกา คนที่น่าเชื่อถือระดับต้น ๆ ของโลก เสนอผลตอบแทนให้เรากว่า 5% ต่อปี ทุกคนคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ? คนที่เคยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ก็อาจเริ่มคิดว่า จะเสี่ยงไปทำไม ในเมื่อเอาเงินไปให้คุณอเมริกากู้ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนกว่า 5% แล้วนักลงทุนบางส่วนจึงอาจเริ่มเทขายหุ้น แล้วโยกเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แทน เพราะมองว่ามีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า ผลก็คือ หุ้นทั่วโลก ทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย หรือแม้แต่หุ้น AI ที่ราคาพุ่งขึ้นมามาก ก็อาจเผชิญแรงขายพร้อมกันได้ แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับ !เพราะธนาคารและกองทุนทั่วโลกต่างก็ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก ซึ่งเมื่อพันธบัตรออกใหม่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ราคาพันธบัตรเก่าที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าก็จะลดลง ทำให้คนที่ถืออยู่ก่อนอาจขาดทุนได้เช่นกันและหากสถานการณ์รุนแรงจนสถาบันการเงินบางแห่งจำเป็นต้องเร่งขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินสด ก็อาจยิ่งซ้ำเติมแรงขายให้ลุกลามไปยังตลาดอื่น ๆ กลายเป็นว่า แค่คุณอเมริกาต้องกู้เงินแพงขึ้น ก็อาจทำให้ทั้งหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันไปพร้อมกัน ทั้งที่คุณอเมริกายังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้เลยด้วยซ้ำครับ !📌 สินทรัพย์เสี่ยงร่วงไม่พอ คนธรรมดาอาจต้องเจอของแพงขึ้นด้วยเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนลงทุนครับ เพราะเมื่อพันธบัตรสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เงินลงทุนบางส่วนอาจไหลกลับไปสหรัฐฯ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า และเงินบาทอ่อนลงลองคิดดูว่า หากเงินบาทอ่อนจาก 32 บาทเป็น 35 บาทต่อดอลลาร์ สินค้านำเข้าราคา 1,000 ดอลลาร์ จากที่เคยจ่าย 32,000 บาท ก็ต้องจ่ายถึง 35,000 บาท ทั้งที่ราคาสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยยิ่งประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก หากเจอทั้งเงินบาทอ่อนและน้ำมันโลกแพงขึ้นพร้อมกัน ก็อาจยิ่งดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าให้สูงขึ้น กลายเป็นว่า คนมีหุ้นก็อาจเจอพอร์ตแดง ส่วนคนที่ไม่ได้ลงทุนก็อาจต้องควักเงินซื้อของแพงขึ้น ทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เลยสักบาทสุดท้าย พี่ทุยอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า โลกไม่จำเป็นต้องรอให้คุณอเมริกาล้มก่อนถึงจะเกิดวิกฤติ เพราะแค่ต้นทุนการกู้เงินของเขาสูงขึ้น ก็อาจทำให้หุ้นทั่วโลกร่วง เงินทุนไหลออก และค่าครองชีพของคนธรรมดาแพงขึ้นได้แล้วแม้วันนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้มีสัญญาณชัดเจนว่าจะผิดนัดชำระหนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่วันที่คุณอเมริกาล้ม แต่เป็นวันที่คุณอเมริกาเริ่มเสียหลัก แล้วคนทั้งโลกที่พึ่งพาเขาอยู่ต้องเสียหลักตามไปด้วยครับ#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #BondYield #วิกฤติการเงิน #เศรษฐกิจโลก #หุ้นไทย #หนี้สหรัฐ
1 week ago | [YT] | 533
View 25 replies
Load more
Money Buffalo
"เพื่อนยืมตังค์ไม่คืน ?" เปิดวิธีฟ้องศาล แบบไม่ต้องจ้างทนาย | Money Buffalo
พี่ทุยนี่เป็นคนนึงเลยที่จะไม่ให้ใครยืมเงินโดยเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัว เพราะสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดที่สุดก็คือการที่เขา "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยเงินของเรา
อะ ทีนี้ สำหรับคนที่เผลอให้คนอื่นยืมเงินไปแล้ว ทวงก็แล้ว อะไรก็แล้ว อยากได้อะไรที่เป็นรูปธรรมหน่อยมีไหม ? มี !
📌 ยอดหนี้น้อย ยืมเงินผ่านแชท สามารถ "ฟ้องศาล" ได้
ในกรณีที่ยอดหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท จะถูกจัดเป็นคดีมโนสาเร่ฮะ ซึ่งเป็นคดีที่ขั้นตอนน้อย ไม่ยุ่งยาก เราสามารถเดินเรื่องไปศาลฟ้องเองได้โดยไม่ต้องจ้างทนาย และที่สำคัญคือค่าธรรมเนียมไม่แพง อยู่ที่ 2% ของยอดหนี้เท่านั้น (ไม่เกิน 1,000 บาท)
ซึ่งหลักฐานที่ต้องใช้ก็มีแค่ Screenshot แชทขอยืมเงินหรืออื่น ๆ ที่ให้เห็นว่าเป็นการ "ขอยืม" และสลิปโอนเงินหรืออื่น ๆ ที่ทำให้เห็นว่ามีการ "ให้ยืม" ไปแล้วจริง ๆ จากนั้นก็ไปศาลแขวงใกล้บ้านได้เลย 5555
ถ้าเคสของเราถูกจัดเป็นคดีมโนสาเร่ กระบวนการทุกอย่างก็จะค่อนข้างรวดเร็ว โดยขั้นตอนแรกที่ศาลจะทำคือ “เรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย” ก่อน แต่ถ้าจบปัญหาไม่ได้ก็จะไปสู่ขั้นตอนพิพากษาในลำดับถัดไป
📌 ฟ้องศาลเป็นเพียงการเพิ่ม "โอกาส" ในการได้เงินคืน
ถ้ามาถึงการพิพากษา ศาลก็จะตัดสินให้ว่าคดีนี้ใครถูกใครผิด โดยทางเลือกที่เป็นไปได้มี 2 ทาง
-ถ้าเราแพ้คดี โอกาสได้เงินคืนก็จะหายไป
-แต่ถ้าชนะคดี ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะได้เงินคืนเสมอไป
เพราะถ้าลูกหนี้ชำระเงินคืนดี ๆ ก็ถือว่าจบ ได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ถ้าลูกหนี้ท่าเยอะ ไม่จบง่าย ๆ สิ่งที่ทำได้ต่อไปคือการ "บังคับคดี" หรือพูดง่าย ๆ ก็คือบังคับให้ลูกหนี้ ทำตามคำสั่งศาล ถ้าอย่างกรณียืมเงินแล้วไม่คืน ลูกหนี้ก็จะมีโอกาสโดน ‘ยึดทรัพย์’ หรือ ‘อายัดเงินเดือน/บัญชี’ อย่างงี้เป็นต้น
ซึ่งบอกเลยว่าเป็นขั้นตอนที่ปวดประสาทสุด ๆ ทั้งเรื่องเอกสาร การเดินเรื่อง การสืบทรัพย์ จนสุดท้ายแล้วก็อาจต้องไปจบที่การจ้างทนายมาช่วยอยู่ดี
📌 ก่อนฟ้องต้องประเมินความคุ้มค่าให้ดี
ดังนั้น นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไปแล้ว สิ่งที่ต้องประเมินด้วยคือ "ลูกหนี้มีทรัพย์มั้ย ?" เพราะหากชนะคดีไป แต่สุดท้ายลูกหนี้ไม่มีอะไรเลย เจ้าหนี้เองก็จะกลายเป็นทั้งคนที่เสียเวลาและเสียเงินค่าฟ้องไปด้วย
มันจึงมักมีคำกล่าวที่ว่า "ต่อให้ชนะคดี แต่สุดท้ายก็อาจได้แค่กระดาษแผ่นเดียว"
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ยืมเงินไม่คืน #ฟ้องศาล #คดีมโนสาเร่ #กฎหมาย #ทวงหนี้
30 minutes ago | [YT] | 3
View 0 replies
Money Buffalo
TOP 5 ธีม ETF ที่คนลงทุนมากที่สุด เงินกำลังไหลจากเทคโนโลยี สู่ AI พลังงาน และความมั่นคง | Money Buffalo
เมื่อก่อนนักลงทุนแห่ซื้อกองทุนพลังงานสะอาด นวัตกรรม และ Cloud Computing แต่วันนี้เงินลงทุนกลับไหลไปหา AI โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แถมล่าสุดยังมีอวกาศอีกด้วย !
พี่ทุยว่าเรื่องนี้น่าสนใจครับ เพราะถ้าย้อนดูข้อมูล 5 ธีม ETF ที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2018–2026 จะเห็นว่า สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญกำลังเปลี่ยนไปตามทิศทางของโลก
📌 1. จากเทคโนโลยีดิจิทัล สู่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
ช่วงปี 2018–2021 นักลงทุนสนใจ Innovation, Cloud และ Clean Energy แต่ช่วงหลังกลับเห็น AI, Infrastructure และ Nuclear ติดอันดับมากขึ้น เพราะการเติบโตของ AI ไม่ได้ต้องการแค่ชิปหรือซอฟต์แวร์ แต่ยังต้องใช้ Data Center ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลมารองรับด้วย
จากเดิมที่สนใจว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกอย่างไร วันนี้นักลงทุนเริ่มสนใจด้วยว่า อะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเติบโตต่อไปได้
📌 2. AI และ Defense กลายเป็นธีมที่นักลงทุนสนใจต่อเนื่อง
อย่าง Defense ที่ติด Top 5 ตั้งแต่ปี 2022–2026 ขณะที่ AI เริ่มเข้ามาในปี 2023 และอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2026 สะท้อนว่าเงินลงทุนไม่ได้มองแค่โอกาสเติบโตจากเทคโนโลยี แต่ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการแข่งขันระหว่างประเทศมากขึ้นด้วยครับ
📌 3. ธีมหน้าใหม่ สามารถกลายเป็นตัวหลักได้ในไม่กี่ปี
AI เป็นตัวอย่างชัดเจน จากที่ไม่ติดอันดับในช่วงแรก กลับกลายเป็นหนึ่งในธีมที่มีเงินไหลเข้าสูงในช่วงหลัง ส่วน Nuclear ก็เริ่มติดอันดับตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่ Space เพิ่งเข้ามาในปี 2026
แต่ต้องระวังนะครับ เงินไหลเข้าเยอะ ไม่ได้แปลว่าธีมนั้นจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด และธีมที่หลุด Top 5 ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนลงทุนแล้ว
ภาพรวมที่พี่ทุยเห็นคือ เงินลงทุนกำลังขยับจากเทคโนโลยีที่สร้างโลกดิจิทัล ไปสู่ AI พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงมากขึ้น เพราะโลกไม่ได้ต้องการแค่เทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ยังต้องมีพลังงาน ระบบรองรับ และความมั่นคงเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านั้นเติบโตต่อไปได้ครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ETF #ลงทุนต่างประเทศ #AI #Infrastructure #NuclearEnergy #Defense #ธีมการลงทุน
1 day ago | [YT] | 64
View 0 replies
Money Buffalo
คนรุ่นก่อนรับบำนาญ คนรุ่นใหม่แบกภาษี! ฝรั่งเศสกำลังเจอปัญหา เมื่อเงินบำนาญเบียดงบของคนรุ่นใหม่ บทเรียนที่ไทยไม่ควรเดินตาม | Money Buffalo
ประเทศที่ ขาดดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะสูง ประชาชนจ่ายภาษีหนัก แต่กลับรู้สึกว่าได้รับสวัสดิการไม่คุ้มค่า แถมรัฐบาลยังต้องใช้เงินมหาศาลดูแลผู้สูงอายุ จนเริ่มกระทบงบประมาณสำหรับคนรุ่นใหม่
ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่ประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญอยู่ครับ แต่ฟังแล้วคุ้น ๆ กันไหมครับ ? เพราะหลายปัญหาที่ฝรั่งเศสกำลังเจอ ก็คล้ายกับสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่น้อย!
โดยเฉพาะปัญหาสังคมสูงวัย ที่คนเกษียณเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนคนทำงานกลับลดลง ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่ยังต้องหาเงินมาพัฒนาประเทศและสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ด้วย
พี่ทุยเลยอยากชวนมาถอดบทเรียนครับว่า ทำไมฝรั่งเศสที่เก็บภาษีสูงลำดับต้น ๆ ของโลก ถึงยังมีเงินไม่พอใช้ และไทยกำลังเสี่ยงเดินตามรอยนี้หรือเปล่า ?
📌 ฝรั่งเศสเก็บภาษีสูง แต่เงินบำนาญกลับเบียดงบสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่
ทุกคนรู้ไหมครับว่า ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่เก็บภาษีสูงลำดับต้น ๆ ของโลก เพราะรัฐบาลต้องนำเงินไปดูแลประชาชน ทั้งเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษา แต่ปัญหาคือ แม้จะเก็บภาษีได้มากขนาดนี้ รัฐบาลก็ยังมีเงินไม่พอใช้ครับ!
แล้วเงินหายไปไหนหมด ? คำตอบคือ ฝรั่งเศสมีรายจ่ายภาครัฐสูงมาก โดยเฉพาะเงินบำนาญ สาธารณสุข และสวัสดิการต่าง ๆ แถมประเทศยังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสัดส่วนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 16.4% ในปี 2006 เป็น 22.2% ในปี 2026
เมื่อคนแก่เพิ่มขึ้น ภาระบำนาญก็ยิ่งกดดันรัฐบาล โดยฝรั่งเศสมีรายจ่ายบำนาญสูงถึงประมาณ 14% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง จนคาดว่าหนี้สาธารณะปี 2026 จะสูงถึง 118% ของ GDP
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Reuters รายงานว่า ในร่างงบประมาณปี 2027 ของกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศส เงินถึง 32% หรือเกือบ 1 ใน 3 เป็นภาระเงินสมทบเข้าระบบบำนาญข้าราชการ ไม่ใช่เงินที่นำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนหรือสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ในปัจจุบันโดยตรง
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของฝรั่งเศสครับ เพราะเมื่อภาระบำนาญเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนทำงานที่ช่วยส่งเงินเข้าระบบมีไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ต้องหาเงินมาช่วยจ่ายมากขึ้น จนอาจเบียดงบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศและสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ครับ
📌 ประเทศไทยกำลังเดินตามฝรั่งเศสไปติด ๆ
หันกลับมาดูประเทศไทยกันบ้างครับ เพราะถึงแม้ระบบบำนาญของเราจะต่างจากฝรั่งเศส แต่สิ่งที่กำลังเจอเหมือนกันก็คือ คนแก่เพิ่มขึ้น แต่คนวัยทำงานที่คอยหาเงินเข้าระบบกลับมีสัดส่วนลดลง
ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2568 พบว่า ไทยมีผู้สูงอายุแล้วกว่า 15.1 ล้านคน ขณะที่คนวัยทำงานมีประมาณ 45.2 ล้านคน แสดงว่าทุกวันนี้เรามีคนวัยทำงานประมาณ 3 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มลดลงอีก เพราะคนไทยเกิดลูกกันน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ คนไทยจำนวนมากไม่ได้มีเงินบำนาญเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยซ้ำ!
นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาจต้องใช้เงินดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งเบี้ยยังชีพ ค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการต่าง ๆ ขณะที่ยังมีภาระบำนาญข้าราชการและหนี้สาธารณะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว
ลองนึกภาพนะครับ ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลต้องนำเงินภาษีไปดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีคนวัยทำงานจ่ายภาษีเป็นสัดส่วนลดลง แล้วจะเหลือเงินเท่าไรไปพัฒนาการศึกษา สร้างงาน และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ?
นี่จึงเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเตรียมรับมือครับ เพราะถ้าเราไม่สร้างคนรุ่นใหม่ให้มีรายได้ดีพอในวันนี้ วันข้างหน้าก็อาจไม่มีคนทำงานและรายได้ภาษีมากพอที่จะดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งในวันนั้นก็คือตัวเราเอง
สุดท้ายนี้ บทเรียนจากประเทศฝรั่งเศส มันกำลังบอกเราว่าแค่การเข้าสู่สังคมสูงวัย ก็ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินดูแลประชาชนเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงยิ่งต้องระวังการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น เพราะการดูแลคนรุ่นก่อนเป็นหน้าที่ที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่การทิ้งหนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง โดยไม่ได้สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้พวกเขา นั่นต่างหากคือความไม่เป็นธรรมครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ฝรั่งเศส #เศรษฐกิจ #ผู้สูงอายุ #บำนาญ #เกษียณ #งบประมาณ
1 day ago | [YT] | 515
View 100 replies
Money Buffalo
ฐานภาษีเท่านี้ ซื้อ RMF หรือลงทุน ETF ตรง แบบไหนคุ้มกว่า ? | Money Buffalo
เวลาพูดถึง RMF หลายคนจะคิดว่า “ยังไงก็คุ้ม เพราะได้ลดภาษี” แต่จริง ๆ ไม่เสมอไปครับ เพราะสิทธิ์ลดภาษีที่เราได้วันนี้ ต้องเอามาเทียบกับ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มตลอดหลายปีที่ถือกอง
พี่ทุยเลยลองคิดโจทย์นี้กลับด้านว่า ถ้าเราจะลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน เช่น ตามดัชนี S&P 500 เหมือนกัน ระหว่าง ซื้อผ่าน RMF ที่สมมติค่าธรรมเนียม 1 % ต่อปี กับลงทุน ETF โดยตรงที่สมมติค่าธรรมเนียม 0.05% ต่อปี แปลว่า RMF มีต้นทุนสูงกว่าอยู่ประมาณ 0.95% ต่อปี
แล้ว “ภาษีที่ประหยัดได้” ต้องมากแค่ไหน ถึงจะชนะต้นทุน 0.95% ที่ต้องจ่ายเพิ่มทุกปี ?
นี่แหละครับ คือที่มาของคำว่า “คุ้ม/ไม่คุ้ม” ในตารางนี้
📌 ตารางนี้คิดคำว่า “คุ้ม” ยังไง ?
ง่าย ๆ ครับ พี่ทุยกำลังเอา “เงินที่ประหยัดภาษีได้จาก RMF” มาแข่งกับ “ค่าธรรมเนียมที่ RMF แพงกว่า ETF”
สมมติเรามีเงิน 100 บาท และอยู่ฐานภาษี 20%
ถ้าเอา 100 บาทไปลงทุน ETF ตรง ไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี แต่ถ้าเอา 100 บาทไปซื้อ RMF ลดภาษีได้ประมาณ 20 บาท แปลว่า RMF เริ่มต้นด้วยแต้มต่อ 20 บาท จากสิทธิ์ลดภาษีครับ
แต่ปัญหาคือ RMF ในตัวอย่างนี้มีค่าธรรมเนียม 1 % ต่อปี ขณะที่ ETF อยู่ที่ 0.05% ต่อปี เท่ากับว่า RMF แพงกว่าประมาณ 0.95% ทุกปี
ดังนั้น ถ้าเราต้องถือ RMF นานมาก ๆ แต้มต่อจากภาษีที่ได้มาตั้งแต่วันแรก ก็มีโอกาสถูกค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าค่อย ๆ กินไปเรื่อย ๆ นี่แหละครับคือหลักคิดของตาราง
- ถ้าประโยชน์จากภาษี มากพอชดเชยค่าธรรมเนียมที่แพงกว่า → RMF คุ้ม
- ถ้าประโยชน์จากภาษี น้อยจนชดเชยค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าไม่ไหว → ETF ตรงคุ้มกว่า
📌 ทำไมยิ่งอายุมาก RMF ยิ่งคุ้มง่าย ?
เพราะเวลาที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงกว่า “สั้นลง” ครับ ลองนึกภาพคน 2 คน ได้ส่วนลดภาษีเท่ากัน
- คนแรกอายุ 25 ปี ต้องถืออีกประมาณ 30 ปี
- คนที่สองอายุ 50 ปี ต้องถืออีกประมาณ 5 ปี
คนอายุ 25 ได้แต้มต่อภาษีเหมือนกัน แต่ต้องแบกค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าไปอีก 30 ปี ส่วนคนอายุ 50 แบกต้นทุนที่แพงกว่าอีกแค่ประมาณ 5 ปี เพราะฉะนั้น ยิ่งเหลือเวลาถือน้อย แต้มต่อจากการลดภาษีก็ยิ่งถูกค่าธรรมเนียมกินน้อยลง RMF จึงเริ่มคุ้มง่ายขึ้นครับ
อย่างคนอายุ 25 ฐานภาษี 30% เมื่อเอาประโยชน์จากภาษีมาเฉลี่ยเทียบตลอด 30 ปี จะคิดเป็นประมาณ 1.20% ต่อปี ซึ่งยังน้อยกว่าส่วนต่างค่าธรรมเนียม 0.95% ในตัวอย่างนี้จึง “ไม่คุ้ม”
แต่คนอายุ 45 ฐานภาษี 15% แม้ได้ประโยชน์จากภาษีน้อยกว่า แต่เหลือเวลาถือแค่ประมาณ 10 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้ว ประโยชน์จากภาษีคิดเป็นประมาณ 1.64% ต่อปี มากกว่า 0.95% จึงกลายเป็น “คุ้ม”
อีกด้านหนึ่ง ยิ่งฐานภาษีสูง RMF ก็ยิ่งคุ้มง่าย เพราะซื้อ RMF 100 บาทเท่ากัน คนฐานภาษี 10% ประหยัดภาษีประมาณ 10 บาท แต่คนฐานภาษี 30% ประหยัดประมาณ 30 บาท แต้มต่อเริ่มต้นจึงไม่เท่ากันครับ
สรุปตารางนี้จำแค่ 2 อย่างพอ
- ฐานภาษียิ่งสูง → RMF ยิ่งได้เปรียบ
- เหลือเวลาถือยิ่งสั้น → RMF ยิ่งได้เปรียบ
แต่ทั้งหมดเป็นการจำลองภายใต้สมมติฐานว่า ลงทุนสินทรัพย์เดียวกัน ผลตอบแทนก่อนค่าธรรมเนียมเท่ากัน RMF ค่าธรรมเนียม 1% และ ETF 0.95% เท่านั้นนะครับ ของจริงค่าธรรมเนียมแต่ละกองไม่เท่ากัน และยังมีค่าเงิน ภาษี ค่าซื้อขาย Tracking Error รวมถึงเงื่อนไขการถือ RMF เข้ามาเกี่ยวข้องอีก
ดังนั้น ตารางนี้ไม่ได้บอกว่า RMF ดีกว่า ETF เสมอ แต่กำลังตอบคำถามง่าย ๆ ว่า “ภาษีที่เราประหยัดได้วันนี้ คุ้มกับค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายแพงกว่าไปอีกหลายปีหรือเปล่า ?” อันนี้ผมว่าคนอ่านเก็ตกว่าเดิมเยอะครับ เพราะไม่ต้องเข้าใจ Annualized Return ก่อนถึงจะอ่านตารางรู้เรื่อง
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #TaxIteasy #เพราะภาษีง่ายกว่าที่คิด #RMF #ETF #ลดหย่อนภาษี #ลงทุนต่างประเทศ #SP500 #วางแผนภาษี #วางแผนการเงิน
2 days ago (edited) | [YT] | 88
View 1 reply
Money Buffalo
6 กองทุน ETF สำหรับคนเริ่มต้นลงทุน ผลตอบแทนดี และเน้นค่าธรรมเนียมถูก ๆ ไว้ก่อน | Money Buffalo
อยากเริ่มลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ? Apple ก็น่าสนใจ Microsoft ก็อยากได้ NVIDIA ก็กลัวตกรถ สรุปเลือกไม่ถูกสักที 55555 พี่ทุยว่าแทนที่จะปวดหัวเลือกหุ้นรายตัว ลองเริ่มต้นจาก ETF ก่อนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ เพราะใช้เงินลงทุนก้อนเดียว ก็สามารถกระจายไปถือหุ้นได้ตั้งแต่หลักสิบ หลักร้อย ไปจนถึงหลักพันบริษัท !
ที่สำคัญคือ ETF บางกองมีค่าธรรมเนียมถูกมาก อย่าง VOO และ VTI เก็บเพียง 0.03% ต่อปี หรือคิดง่าย ๆ ถ้าลงทุน 100,000 บาท ก็มีค่าธรรมเนียมประมาณ 30 บาทต่อปีเท่านั้น แต่ก่อนจะเลือกซื้อ พี่ทุยอยากให้เข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อนครับ
1. ETF ไม่ได้เหมือนกันทุกกอง เลือกให้ตรงกับสิ่งที่อยากลงทุน
แม้จะเป็น ETF เหมือนกัน แต่แต่ละกองลงทุนต่างกันครับ อย่าง VOO เน้นหุ้นบริษัทใหญ่ 500 แห่งของสหรัฐฯ ส่วน VTI กระจายไปทั่วตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่ VT กระจายการลงทุนไปยังหุ้นทั่วโลก แต่ถ้าใครอยากเน้นหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ก็อาจสนใจ QQQM ส่วน SCHD เหมาะกับคนที่ชอบหุ้นคุณภาพและเน้นเงินปันผล
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่า ETF ตัวไหนผลตอบแทนสูงสุดแล้วจะเหมาะกับเราที่สุด แต่ต้องดูด้วยว่าเราอยากลงทุนในอะไร และรับความผันผวนได้แค่ไหนครับ
2. ค่าธรรมเนียมต่างกันนิดเดียว แต่ระยะยาวอาจต่างกันเยอะ
สมมติลงทุน 100,000 บาท ในกองทุนที่มีค่าธรรมเนียม 1.5% ต่อปี เทียบกับ ETF ที่เก็บเพียง 0.03%ปีแรกคิดจากเงินลงทุนเท่ากัน จะมีต้นทุนค่าธรรมเนียมประมาณ 1,500 บาท กับ 30 บาท ต่างกันถึง 1,470 บาท ยิ่งลงทุนหลายสิบปี ส่วนต่างค่าธรรมเนียมก็ยิ่งมีโอกาสสะสมและกระทบผลตอบแทนทบต้นของเรา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกกองทุนค่าธรรมเนียมต่ำ ถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุนระยะยาว
3. ผลตอบแทนย้อนหลังสูง ไม่ได้แปลว่าอนาคตจะสูงเหมือนเดิม
จากอินโฟจะเห็นว่า QQQM มีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีสูงถึง 16.7% ต่อปี ขณะที่กองทุนอื่น ๆ ก็มีผลตอบแทนแตกต่างกันไป แต่ต้องระวังนะครับ เพราะผลตอบแทนเหล่านี้เป็นข้อมูลในอดีต ไม่ใช่การการันตีว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะได้เท่าเดิม
โดยเฉพาะ ETF ที่เน้นหุ้นเติบโตหรือหุ้นเทคโนโลยี แม้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่ก็อาจเผชิญความผันผวนมากกว่ากองทุนที่กระจายการลงทุนกว้าง ๆ ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ สำหรับคนไทยที่ซื้อ ETF ต่างประเทศโดยตรง ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีด้วยครับ
สุดท้ายแล้ว การเริ่มลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือก ETF ที่ทำผลตอบแทนได้สูงที่สุด แต่ควรเลือกกองที่เราเข้าใจ กระจายความเสี่ยงเหมาะสม ค่าธรรมเนียมไม่แพง และสามารถถือลงทุนระยะยาวได้จริง
เพราะการลงทุนที่ดี ไม่ใช่แค่การเลือกกองทุนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่ต้องเป็นกองทุนที่พาเราไปถึงเป้าหมายได้ โดยไม่ทำให้เราถอดใจขายทิ้งระหว่างทางครับ
หมายเหตุ : ผลตอบแทนในอินโฟเป็นข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันในอนาคต และค่าธรรมเนียมที่แสดงเป็นค่าใช้จ่ายรายปีของ ETF ซึ่งยังไม่รวมค่าซื้อขาย ภาษี และต้นทุนอื่น ๆ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ETF #ลงทุนต่างประเทศ #หุ้นสหรัฐ #ลงทุนมือใหม่ #SP500 #PassiveInvesting
3 days ago | [YT] | 122
View 2 replies
Money Buffalo
“ไม่ชอบหน้าเขา เลยไม่เชื่อความจริง”? อคติที่ทำให้คนเถียงแพ้หลักฐาน และนักลงทุนแพ้ตลาด | Money Buffalo
ดราม่าแข่งโกคาร์ทของน้องพายุ พี่ทุยว่ามีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก และสะท้อนพฤติกรรมของคนเราได้ดีเลยแหล่ะครับ เพราะหลังจากมีการยืนยันแล้วว่าเครื่องยนต์ของรถน้องพายุ “ผิดสเปก”ตามกติกาจริง
แต่ๆๆๆ ชาวเน็ตบางส่วนก็เลือกที่จะนะ ออกมาปกป้องน้องพายุ พร้อมกับโจมตีฝั่งที่ยื่นประท้วง โดยเฉพาะคุณปอ ที่หลายคนยังติดภาพจำจากข่าวในอดีต ซึ่งเรื่องนี้พี่ทุยไม่ได้จะบอกว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลวนะครับ และการที่รถผิดกติกาก็ไม่ได้หมายความว่าน้องพายุมีเจตนาโกง เพราะเรื่องนี้ต้องแยกกันให้ออกด้วย
แต่มีคำถามหนึ่งที่อยากชวนคิดว่า…ถ้าคนที่ยื่นประท้วงไม่ใช่คุณปอ และคนที่โดนประท้วงไม่ได้เป็นลูกแม่ชม เราจะยังตัดสินเรื่องนี้เหมือนเดิมหรือเปล่า ? เพราะในทางจิตวิทยามีสิ่งที่เรียกว่า Horn Effect คือการที่เราไม่ชอบใครสักคน จนเผลอมองสิ่งที่เขาทำในแง่ลบไปหมด แม้บางเรื่องเขาอาจเป็นฝ่ายถูกก็ตาม
และพี่ทุยว่าอคติแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกโซเชียลเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในโลกการลงทุนได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เราปล่อยให้ความชอบหรือความเกลียดมีอิทธิพลเหนือข้อเท็จจริง ยิ่งไปกว่านั้น อคติของเรายังอาจถูกตอกย้ำด้วยสิ่งที่เรียกว่า Confirmation Bias หรือการเลือกเชื่อเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความคิดเดิมของตัวเอง จนมองข้ามหลักฐานที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ
📌 พอไม่ชอบใครสักคน ต่อให้เขาทำถูก ก็อาจมองว่าผิดอยู่ดี
ในโลกการลงทุนก็มีอคติแบบนี้เหมือนกันครับ เรียกว่า Horn Effect หรือการที่เราเอาความรู้สึกด้านลบต่อคนคนหนึ่ง ไปเหมารวมตัดสินเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขา
ลองนึกภาพว่า เราไม่ชอบผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่งมาก ๆ จนต่อให้งบการเงินออกมาดี กำไรเติบโต หนี้สินลดลง เราก็ไม่คิดจะศึกษาหุ้นตัวนั้น เพราะตัดสินไปแล้วว่าบริษัทนี้ไม่น่าลงทุน ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้บริหารที่เราไม่ชอบอาจบริหารธุรกิจได้ดีก็ได้ สุดท้ายเราเลยอาจพลาดโอกาสลงทุนในหุ้นดี ๆ เพียงเพราะอคติส่วนตัว
ในทางกลับกัน ก็มี Halo Effect ที่ทำให้เราชื่นชอบ CEO มากเกินไป จนมองข้ามข้อเสียของบริษัท ต่อให้หุ้นแพงเกินพื้นฐาน กำไรเริ่มลด หรือธุรกิจมีปัญหา ก็ยังกล้าซื้อเพราะเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร
กลายเป็นว่าการเกลียด CEO มากเกินไป อาจทำให้พลาดหุ้นดี แต่รัก CEO มากเกินไป ก็อาจทำให้ขาดทุนหนักได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้ว หุ้นจะคุ้มค่าหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบหรือเกลียดใคร แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานธุรกิจและราคาที่เราจ่ายต่างหากครับ
📌ปักใจเชื่อไปแล้ว ต่อให้มีหลักฐานใหม่ ก็ยังไม่อยากเปลี่ยนใจ
ในโลกการลงทุนก็มีอคติอีกอย่างที่เรียกว่า Confirmation Bias หรือการเลือกเชื่อเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตัวเอง และมองข้ามหลักฐานที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อเราลงเงินซื้อหุ้นไปแล้ว
ลองนึกภาพว่า เราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 100 บาท เพราะมั่นใจว่าธุรกิจมีอนาคตสดใส แต่ผ่านไปปีเดียว บริษัทกลับกำไรลด หนี้เพิ่ม และราคาหุ้นร่วงเหลือ 70 บาท
แทนที่จะกลับมาทบทวนว่าบริษัทนี้ยังดีเหมือนที่เคยคิดหรือไม่ เรากลับเลือกอ่านแต่ข่าวดี ฟังเฉพาะคนที่เชียร์หุ้นตัวเดียวกัน และมองว่าคนที่ออกมาเตือนกำลังพยายามทุบหุ้น
จากที่ควรถามว่า “หุ้นตัวนี้ยังน่าลงทุนไหม ?” กลับกลายเป็นพยายามพิสูจน์ว่า “ฉันคิดถูกตั้งแต่แรก” สุดท้ายจากที่ขาดทุน 30% ก็อาจกลายเป็นขาดทุนหนักกว่าเดิม เพราะไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ที่บ่งชี้ว่าพื้นฐานธุรกิจอาจเปลี่ยนไปแล้ว
แน่นอนครับว่า หุ้นราคาตกไม่ได้แปลว่าเราคิดผิดเสมอไป แต่สิ่งสำคัญคือ เรากำลังถือหุ้นต่อเพราะวิเคราะห์แล้วว่าธุรกิจยังดีจริง ๆ หรือแค่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองตัดสินใจผิด ? เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เราขาดทุนหนัก อาจไม่ใช่การเลือกหุ้นผิดตั้งแต่แรก แต่เป็นการไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปแล้วครับ
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรทำจึงไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองถูกตลอดเวลา แต่ต้องกล้ายอมรับว่าความคิดเดิมอาจผิดได้ พี่ทุยเลยอยากฝากหลักคิดง่าย ๆ 3 ข้อ ก่อนตัดสินใจลงทุนครับ
1. แยกข้อเท็จจริงออกจากความรู้สึก อย่าตัดสินหุ้นเพียงเพราะชอบหรือไม่ชอบผู้บริหาร
2. เปิดใจรับข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อ ไม่ใช่เลือกฟังแต่สิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน
3. ลองสลับมุมมอง ถ้าข้อมูลเดียวกันเกิดขึ้นกับบริษัทที่เราไม่ชอบ เราจะยังตัดสินใจเหมือนเดิมไหม ?
กลับมาที่ดราม่าโกคาร์ทของน้องพายุ พี่ทุยว่าเราสามารถเอ็นดูน้องพายุ ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของทีมช่างและกรรมการ หรือแม้แต่ไม่ชอบคุณปอจากเหตุการณ์ในอดีตได้ทั้งหมดครับ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นไม่ควรทำให้เราปฏิเสธข้อเท็จจริง เพราะ การไม่ชอบคนที่พูด ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาพูดจะผิดเสมอไป
และนี่แหละครับคือบทเรียนสำคัญของนักลงทุน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเสียเงิน อาจไม่ใช่การถูกใครหลอก แต่เป็นการปล่อยให้อคติของตัวเองหลอกให้เชื่อเฉพาะสิ่งที่อยากเชื่อ ในโลกออนไลน์ อคติอาจทำให้เราเถียงแพ้หลักฐาน แต่ในโลกการลงทุน อคติอาจทำให้เราแพ้ตลาด และเสียเงินจริง ๆ ครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #จิตวิทยาการลงทุน #InvestmentBias #ConfirmationBias #HornEffect #ลงทุน
5 days ago | [YT] | 278
View 15 replies
Money Buffalo
จากการห้ามส่งออก สู่การยึดห่วงโซ่อุปทาน อินโดนีเซียเปลี่ยนแร่เป็นอำนาจ | Money Buffalo
ใครจะคิดว่า แค่การสั่งห้ามส่งออกแร่ดิบ จะทำให้ประเทศหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านนิกเกิลของโลกได้ ! เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับอินโดนีเซียครับ จากประเทศที่เคยขุดแร่ส่งขายต่างชาติ วันนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนิกเกิลที่ทั่วโลกต้องจับตามอง
เพราะในปี 2014 อินโดนีเซียผลิตนิกเกิลแปรรูปได้เพียงประมาณ 22,000 ตัน แต่พอถึงปี 2023 กลับผลิตได้มากกว่า 1.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60 เท่า ! เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ไม่ได้เป็นเพราะอินโดนีเซียเพิ่งค้นพบแร่นิกเกิลมหาศาลนะครับ แต่เป็นเพราะรัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนวิธีหาเงินจากทรัพยากรที่ตัวเองมี
📌 1- จากประเทศขายแร่ดิบ สู่ประเทศที่บังคับให้ต่างชาติเข้ามาสร้างโรงงาน
เมื่อก่อนอินโดนีเซียมีนิกเกิลเยอะก็จริง แต่ส่วนใหญ่ส่งออกเป็นวัตถุดิบให้ประเทศอื่นนำไปแปรรูปต่อ
พูดง่าย ๆ ก็เหมือนเราปลูกโกโก้ แต่ขายแค่เมล็ดให้ต่างชาติเอาไปทำช็อกโกแลต แล้วคนที่ได้มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปกลับเป็นคนอื่นครับ
อินโดนีเซียเลยคิดใหม่ว่า ในเมื่อเรามีทรัพยากรที่คนทั้งโลกต้องการ ทำไมต้องขายแค่ของดิบด้วย ?
รัฐบาลจึงเริ่มจำกัดการส่งออกแร่นิกเกิลตั้งแต่ปี 2014 ก่อนบังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกแร่นิกเกิลเต็มรูปแบบในปี 2020 ผลก็คือ ถ้าบริษัทต่างชาติอยากใช้นิกเกิลของอินโดนีเซีย ก็ต้องเข้ามาลงทุนสร้างโรงถลุงและโรงงานแปรรูปในประเทศ แทนที่จะส่งออกแร่ดิบอย่างเดียว อินโดนีเซียจึงเริ่มสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรของตัวเองได้มากขึ้น
📌 2- อินโดนีเซียมีแร่ แต่จีนมีเงินทุนและเทคโนโลยี
แต่การจะเปลี่ยนจากประเทศขุดแร่ มาเป็นประเทศแปรรูปแร่ ไม่ใช่แค่มีวัตถุดิบแล้วจะทำได้ทันทีนะครับ
เพราะต้องใช้ทั้งเงินทุนมหาศาล เทคโนโลยี โรงงาน และความเชี่ยวชาญ ซึ่งจีนมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว
บริษัทจีนจึงเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมนิกเกิลของอินโดนีเซียจำนวนมาก จนข้อมูลจาก IEA ระบุว่า บริษัทจีนมีสัดส่วนประมาณ 75% ของกำลังการกลั่นนิกเกิลในอินโดนีเซีย
เรื่องนี้เลยน่าสนใจตรงที่ว่า อินโดนีเซียเป็นเจ้าของทรัพยากร โรงงานตั้งอยู่ในอินโดนีเซีย แต่ผู้ถือครองธุรกิจและเทคโนโลยีจำนวนมากกลับเป็นบริษัทจีน หมายความว่า แม้อินโดนีเซียจะสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากำไรทั้งหมดจะตกเป็นของบริษัทอินโดนีเซียครับ
📌 3- จากแร่ธรรมดา กลายเป็นอำนาจต่อรองในอุตสาหกรรมโลก
ที่นิกเกิลสำคัญขนาดนี้ เพราะไม่ได้ใช้แค่ผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทด้วย เมื่ออินโดนีเซียกลายเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ของโลก ประเทศต่าง ๆ ที่ต้องใช้วัตถุดิบชนิดนี้ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานของอินโดนีเซียมากขึ้น
แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วก็มีต้นทุนครับ ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานถ่านหินในโรงถลุงบางแห่ง และความเสี่ยงที่โลกจะพึ่งพาแหล่งผลิตนิกเกิลกระจุกตัวมากเกินไป
เรื่องนี้จึงไม่ได้มีแค่มุมที่อินโดนีเซียประสบความสำเร็จ แต่ยังสะท้อนว่า การมีทรัพยากรอยู่ในประเทศ กับการเป็นเจ้าของผลประโยชน์จากทรัพยากรนั้น อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้อินโดนีเซียมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ไม่ใช่แค่การมีนิกเกิลอยู่ใต้ดิน แต่เป็นการใช้นโยบายดึงอุตสาหกรรมแปรรูปให้เข้ามาอยู่ในประเทศ
นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ประเทศที่มีทรัพยากรมาก ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยจากการขุดขายเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น หากพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรที่ตัวเองมี และโจทย์ต่อไปของอินโดนีเซียก็คือ จะทำอย่างไรให้ประเทศไม่ได้เป็นแค่สถานที่ตั้งโรงงาน แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วยครับ
ที่มา: British Geological Survey (World Mineral Statistics 2025), International Energy Agency (IEA)
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #อินโดนีเซีย #นิกเกิล #เศรษฐกิจโลก #EV #จีน
1 week ago | [YT] | 147
View 1 reply
Money Buffalo
8 ภาษีการลงทุน กำไรแบบไหนรอด แบบไหนโดน ? | Money Buffalo
ลงทุนได้กำไร 10,000 บาท แต่พอเงินเข้าบัญชีจริง ๆ กลับได้ไม่ครบ เอ๊ะ ! เงินหายไปไหน ?
คำตอบอาจเป็นเพราะ “ภาษีการลงทุน” ที่หลายคนมองข้ามไปครับ
เพราะรู้ไหมว่า ลงทุนได้กำไรเท่ากัน แต่ภาษีที่ต้องเสียอาจไม่เท่ากันเลย อย่างหุ้นไทย ถ้าซื้อมา 100 บาท ขายได้ 150 บาท กำไร 50 บาท โดยทั่วไปไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าได้รับเงินปันผลกลับถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทันที
ยิ่งลงทุนต่างประเทศก็ยิ่งมีเรื่องให้ปวดหัว เพราะอาจต้องเจอทั้งภาษีจากประเทศต้นทาง และภาษีที่ต้องคำนวณเมื่อมีการนำเงินได้กลับเข้าไทยตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
ที่น่าสนใจคือ แม้จะลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน แต่เลือกช่องทางต่างกัน ภาษีก็อาจไม่เหมือนกัน เช่น การลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่าน DR ในตลาดหุ้นไทย กับการซื้อหุ้นต่างประเทศโดยตรง พี่ทุยเลยรวบรวมภาษีจากการลงทุนยอดนิยม 8 ประเภทมาให้ดูว่า แบบไหนเสียภาษี แบบไหนได้รับยกเว้น และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องระวังบ้าง
เพราะสุดท้ายแล้ว ผลตอบแทน 10% ที่ต้องเสียภาษี กับผลตอบแทน 10% ที่ไม่ต้องเสียภาษี เงินที่เหลือเข้ากระเป๋าเราไม่เท่ากันครับ ก่อนลงทุนจึงอย่าดูแค่ว่าได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดูด้วยว่า หลังหักภาษีและค่าธรรมเนียมแล้ว เราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไหร่
หมายเหตุ : ภาษีจริงขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ สถานะทางภาษี และเงื่อนไขของผู้ลงทุนแต่ละรายด้วยครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #TaxItEasy #เพราะภาษีง่ายกว่าที่คิด #ภาษี #หุ้นนอก #กองทุนรวม #ภาษีการลงทุน #หุ้นไทย #หุ้นต่างประเทศ #ETF #DR
1 week ago | [YT] | 171
View 0 replies
Money Buffalo
9 สิทธิสวัสดิการฟรี ! ของคนไทย รู้ไว้ก่อนพลาดสิทธิที่ตัวเองมี | Money Buffalo
รู้หรือไม่ ? คนไทยมีสิทธิสวัสดิการหลายอย่างที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ แต่บางอย่างก็อาจเป็นสิทธิที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี ! วันนี้พี่ทุยรวมมาให้แล้ว
📌 9 สิทธิสวัสดิการฟรี ของคนไทยที่ควรรู้และบอกต่อ
1. ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 1 ครั้ง
สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรทองและประกันสังคม ม.33 และ ม.39 ตามเงื่อนไขของแต่ละสิทธิ
2. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฟรี
สำหรับผู้หญิงไทย ตามเกณฑ์และเงื่อนไขการรับบริการ
3. เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาและปรึกษาเภสัชกรฟรี
สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรทอง ณ ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ
4. ยาเม็ดคุมกำเนิดฟรี
สำหรับผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ที่เข้าเกณฑ์รับบริการ
5. ถุงยางอนามัยฟรี
สำหรับผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ ตามเงื่อนไขของโครงการ
6. ปรึกษาสุขภาพจิตฟรี
ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323
7. ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี
ผ่านสภาทนายความ โทร. 1167 หรือสำนักงานอัยการสูงสุด โทร. 1157
8. เรียนคอร์สออนไลน์ฟรี
ผ่านเว็บไซต์ Thai MOOC
9. ตรวจเครดิตบูโรฟรี 1 ครั้งต่อปี
ตามเงื่อนไขและช่องทางที่กำหนด
บางสิทธิช่วยลดค่ารักษาพยาบาล บางสิทธิช่วยเพิ่มความรู้และทักษะ ขณะที่บางสิทธิก็เป็นตัวช่วยยามมีปัญหาในชีวิต ที่สำคัญคือก่อนใช้สิทธิ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและช่องทางรับบริการล่าสุด เพราะสิทธิแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกัน
เซฟเก็บไว้ แล้วแชร์ต่อให้คนรอบตัวได้รู้ไปด้วยกัน เพราะการรู้สิทธิของตัวเอง อาจช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิดนะจ้ะ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #สิทธิสวัสดิการ #สิทธิคนไทย #ความรู้การเงิน #ประหยัดเงิน
1 week ago | [YT] | 341
View 12 replies
Money Buffalo
พันธบัตรสหรัฐฯ ให้ดอกเบี้ย 5% นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ “หุ้นและทองคำ” ทั่วโลกร่วง! | Money Buffalo
ถ้าวันนี้พี่ทุยบอกว่า มีคนอยากขอยืมเงินเรา 100,000 บาท โดยเสนอผลตอบแทนให้ปีละ 5% และสัญญาว่าอีก 10 ปีจะคืนเงินต้นให้ครบ ทุกคนจะยอมให้ยืมไหมครับ ?
ถ้าเป็นคนธรรมดาที่เราไม่รู้จัก ก็คงต้องคิดหนัก แต่ถ้าคนที่มาขอยืมคือรัฐบาลสหรัฐฯ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หลายคนคงสนใจทันที เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก
แต่ทุกคนไม่เอะใจหน่อยเหรอครับว่า ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ น่าเชื่อถือขนาดนี้ ทำไมถึงต้องเสนอผลตอบแทนสูงกว่า 5% ทั้งที่เมื่อก่อนเคยกู้เงินได้ถูกกว่านี้มาก ?
ที่พี่ทุยถามแบบนี้ เพราะเรื่องที่เล่ามาไม่ใช่แค่สถานการณ์สมมติครับ! เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ Bond Yield พุ่งแตะ 5.36% สูงสุดในรอบ 24 ปี
เรียกได้ว่า วันนี้แม้แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ต้องเผชิญต้นทุนการกู้เงินระยะยาวที่แพงขึ้นมาก จนทำให้คนทั้งโลกเริ่มจับตามอง เพราะถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว ปัญหาอาจไม่ได้จบแค่ในอเมริกา แต่มีโอกาสลามไปถึงตลาดหุ้น สินทรัพย์ทั่วโลก ค่าครองชีพ และเงินในกระเป๋าของพวกเราด้วยครับ
📌 รู้จักคุณอเมริกา คนรวยที่หาเงินเก่ง แต่ใช้เงินเก่งกว่า
ลองจินตนาการว่ามีคนคนหนึ่งชื่อว่า “คุณอเมริกา” คุณอเมริกาเป็นคนรวยมาก มีรายได้มหาศาล ใคร ๆ ก็อยากให้ยืมเงิน เพราะมั่นใจว่าเขามีความสามารถหาเงินมาคืนได้
แต่ปัญหาคือ คุณอเมริกาใช้เงินมากกว่าที่หาได้อยู่ตลอด! โดยปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกประเมินว่าจะมีรายได้ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มีรายจ่ายถึง 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ พูดง่าย ๆ คือ หาเงินได้ 100 บาท แต่ใช้ไปประมาณ 135 บาท!
เมื่อเงินไม่พอ “คุณอเมริกา “ ก็ต้องกู้เพิ่ม แถมยังมีหนี้เก่าที่ต้องทยอยจ่ายคืนอีก ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็กังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น จนวันนี้คุณอเมริกาต้องเผชิญต้นทุนการกู้เงินที่แพงกว่าเดิมมาก
📌 อเมริกากู้เงินดอกเบี้ยแพงขึ้น อาจทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกร่วง
ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณอเมริกา คนที่น่าเชื่อถือระดับต้น ๆ ของโลก เสนอผลตอบแทนให้เรากว่า 5% ต่อปี ทุกคนคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ? คนที่เคยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ก็อาจเริ่มคิดว่า จะเสี่ยงไปทำไม ในเมื่อเอาเงินไปให้คุณอเมริกากู้ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนกว่า 5% แล้ว
นักลงทุนบางส่วนจึงอาจเริ่มเทขายหุ้น แล้วโยกเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แทน เพราะมองว่ามีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า ผลก็คือ หุ้นทั่วโลก ทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย หรือแม้แต่หุ้น AI ที่ราคาพุ่งขึ้นมามาก ก็อาจเผชิญแรงขายพร้อมกันได้ แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับ !
เพราะธนาคารและกองทุนทั่วโลกต่างก็ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก ซึ่งเมื่อพันธบัตรออกใหม่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ราคาพันธบัตรเก่าที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าก็จะลดลง ทำให้คนที่ถืออยู่ก่อนอาจขาดทุนได้เช่นกัน
และหากสถานการณ์รุนแรงจนสถาบันการเงินบางแห่งจำเป็นต้องเร่งขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินสด ก็อาจยิ่งซ้ำเติมแรงขายให้ลุกลามไปยังตลาดอื่น ๆ กลายเป็นว่า แค่คุณอเมริกาต้องกู้เงินแพงขึ้น ก็อาจทำให้ทั้งหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันไปพร้อมกัน ทั้งที่คุณอเมริกายังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้เลยด้วยซ้ำครับ !
📌 สินทรัพย์เสี่ยงร่วงไม่พอ คนธรรมดาอาจต้องเจอของแพงขึ้นด้วย
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนลงทุนครับ เพราะเมื่อพันธบัตรสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เงินลงทุนบางส่วนอาจไหลกลับไปสหรัฐฯ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า และเงินบาทอ่อนลง
ลองคิดดูว่า หากเงินบาทอ่อนจาก 32 บาทเป็น 35 บาทต่อดอลลาร์ สินค้านำเข้าราคา 1,000 ดอลลาร์ จากที่เคยจ่าย 32,000 บาท ก็ต้องจ่ายถึง 35,000 บาท ทั้งที่ราคาสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย
ยิ่งประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก หากเจอทั้งเงินบาทอ่อนและน้ำมันโลกแพงขึ้นพร้อมกัน ก็อาจยิ่งดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าให้สูงขึ้น กลายเป็นว่า คนมีหุ้นก็อาจเจอพอร์ตแดง ส่วนคนที่ไม่ได้ลงทุนก็อาจต้องควักเงินซื้อของแพงขึ้น ทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เลยสักบาท
สุดท้าย พี่ทุยอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า โลกไม่จำเป็นต้องรอให้คุณอเมริกาล้มก่อนถึงจะเกิดวิกฤติ เพราะแค่ต้นทุนการกู้เงินของเขาสูงขึ้น ก็อาจทำให้หุ้นทั่วโลกร่วง เงินทุนไหลออก และค่าครองชีพของคนธรรมดาแพงขึ้นได้แล้ว
แม้วันนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้มีสัญญาณชัดเจนว่าจะผิดนัดชำระหนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่วันที่คุณอเมริกาล้ม แต่เป็นวันที่คุณอเมริกาเริ่มเสียหลัก แล้วคนทั้งโลกที่พึ่งพาเขาอยู่ต้องเสียหลักตามไปด้วยครับ
#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #BondYield #วิกฤติการเงิน #เศรษฐกิจโลก #หุ้นไทย #หนี้สหรัฐ
1 week ago | [YT] | 533
View 25 replies
Load more