The Guardian เผยแพร่รายงานเชิงลึกเรื่อง Hollywood AI-listers: is the technology ready to rival flesh-and-blood film stars? ซึ่งไม่ได้พูดถึงเพียงหนัง AI ของ Higgsfield แต่ใช้ตัวอย่างหลายแบบเพื่อสำรวจว่า AI กำลังเข้าไปแตะ “การแสดง” ในภาพยนตร์อย่างไร ตั้งแต่การคืนชีพนักแสดงจริงที่เสียชีวิตแล้ว การสร้างนักแสดงเสมือนขึ้นใหม่ ไปจนถึงภาพยนตร์ยาวที่สร้างตัวละครและการแสดงด้วย generative AI เกือบทั้งหมด
As Deep as the Grave: ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่ ตัวอย่างที่บทความเปิดเรื่องด้วยคือ As Deep as the Grave หนัง western เรื่องใหม่ของผู้กำกับ Coerte Voorhees ซึ่งใช้ AI-created version ของ Val Kilmer ให้ดูเหมือน Kilmer ช่วงวัยประมาณ 30 กว่า ๆ
1. Digital resurrection / likeness replication เช่น As Deep as the Grave ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่ โดยมี estate อนุมัติ ประเด็นหลักคือ consent, likeness rights, posthumous performance และขอบเขตการใช้สิทธิ
2. Fully synthetic performer เช่น Tilly Norwood ซึ่งเป็น “นักแสดง” ที่สร้างขึ้นด้วย AI ตั้งแต่ต้นและกำลังเข้าสู่ feature film Misaligned ประเด็นหลักคือผลกระทบต่อ casting และตลาดงานนักแสดง
3. AI-generated performance ทั้งเรื่อง เช่น Hell Grind และ The Cully Hill Boys ประเด็นหลักเปลี่ยนจากสิทธิของนักแสดงคนใดคนหนึ่ง ไปเป็นความสามารถในการกำกับ continuity, emotion, dialogue timing และ character performance ในระดับหนังยาว
จาก AI Val Kilmer ถึง Tilly Norwood และหนัง AI เต็มเรื่อง: วงการกำลังทดสอบว่า “นักแสดงสังเคราะห์” พร้อมแทน performance ของมนุษย์หรือยัง
The Guardian เผยแพร่รายงานเชิงลึกเรื่อง Hollywood AI-listers: is the technology ready to rival flesh-and-blood film stars? ซึ่งไม่ได้พูดถึงเพียงหนัง AI ของ Higgsfield แต่ใช้ตัวอย่างหลายแบบเพื่อสำรวจว่า AI กำลังเข้าไปแตะ “การแสดง” ในภาพยนตร์อย่างไร ตั้งแต่การคืนชีพนักแสดงจริงที่เสียชีวิตแล้ว การสร้างนักแสดงเสมือนขึ้นใหม่ ไปจนถึงภาพยนตร์ยาวที่สร้างตัวละครและการแสดงด้วย generative AI เกือบทั้งหมด
As Deep as the Grave: ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่ ตัวอย่างที่บทความเปิดเรื่องด้วยคือ As Deep as the Grave หนัง western เรื่องใหม่ของผู้กำกับ Coerte Voorhees ซึ่งใช้ AI-created version ของ Val Kilmer ให้ดูเหมือน Kilmer ช่วงวัยประมาณ 30 กว่า ๆ
1. Digital resurrection / likeness replication เช่น As Deep as the Grave ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่ โดยมี estate อนุมัติ ประเด็นหลักคือ consent, likeness rights, posthumous performance และขอบเขตการใช้สิทธิ
2. Fully synthetic performer เช่น Tilly Norwood ซึ่งเป็น “นักแสดง” ที่สร้างขึ้นด้วย AI ตั้งแต่ต้นและกำลังเข้าสู่ feature film Misaligned ประเด็นหลักคือผลกระทบต่อ casting และตลาดงานนักแสดง
3. AI-generated performance ทั้งเรื่อง เช่น Hell Grind และ The Cully Hill Boys ประเด็นหลักเปลี่ยนจากสิทธิของนักแสดงคนใดคนหนึ่ง ไปเป็นความสามารถในการกำกับ continuity, emotion, dialogue timing และ character performance ในระดับหนังยาว
Kim กล่าวว่าเมื่อทดลองสร้างฉากนี้ เขาสามารถเห็นน้ำหนักและปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพของตัวละครกับผู้โดยสาร ซึ่งเป็นภาพที่ก่อนหน้านี้เขาเคยล้มเลิกความคิดที่จะสร้างขึ้น
ในการเสวนา Creative Asia ที่ Busan International Film Festival เมื่อ 10 ตุลาคม ซึ่งจัดร่วมกับสมาคมภาพยนตร์แห่งอเมริกา (Motion Picture Association) โดยมีผู้ร่วมเสวนาคนสำคัญอีกสองคน ได้แก่ คังยุนซอง (Kang Yun-sung) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลี เจ้าของผลงาน The Outlaws ซึ่งเป็นผู้ที่กระตือรือร้นในการนำเครื่องมือ AI มาใช้งาน และคิมบอลล์ เธอร์สตัน (Kimball Thurston) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Wētā FX
ซอง คิว ลี (Sung Q Lee) ผู้บริหารฝ่าย production ของ Netflix ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า Netflix ใช้ AI ในรูปแบบต่าง ๆ กับผลงานประมาณ 300 titles แล้ว แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนังหรือซีรีส์ 300 เรื่องที่สร้างด้วย generative AI ทั้งหมด
เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า การเข้ามาของ AI ควรถูกมองในบริบทของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการสร้างภาพยนตร์
“แต่เมื่อพูดถึงการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก” ลีกล่าวเสริมในเวลาต่อมาว่า “ท้ายที่สุดแล้วก็ยังจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของมนุษย์ AI อาจทำงานได้สารพัดอย่าง แต่คำถามคือ มันสามารถเข้าถึงและสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้จริงหรือ? การมีส่วนร่วมของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้”
AI ถูกใช้ในขั้นตอนอย่าง previsualization, production design, การลองแนวคิด set dressing, editing และ VFX โดย Netflix ยังนำ reel จาก Eyeline Studios มาแสดงตัวอย่าง workflow ที่ผสม live action, VFX แบบดั้งเดิม และ generative AI เข้าด้วยกัน
ตัวอย่างหนึ่งคือภาพยนตร์อินเดียเรื่อง Glory ซึ่งใช้ AI ร่วมกับ VFX เพื่อสร้าง ฉากฝูงชนขนาดใหญ่ ที่เดิมอาจต้องตัดออกเพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณและตารางถ่ายทำ
บนเวทีเดียวกัน ผู้กำกับเกาหลี Kang Yoon-sung เปิดเผยเกี่ยวกับโปรเจกต์ The Gulf of Aden ซึ่งมีการนำเครื่องมือ Generative AI จาก Kling AI ของจีนมาใช้อย่างเข้มข้น และประเมินว่าการใช้ AI อาจช่วยลดงบ production ของโครงการได้ประมาณ 30–40% เพราะไม่ใช่แค่ลดงาน CG/VFX แต่ยังทำให้การถ่ายจริงเรียบง่ายขึ้นและระยะเวลาผลิตสั้นลง
เมื่อปีที่แล้ว คังยุนซอง (Kang Yun-sung) ได้ร่วมงานกับควอนฮันซึล (Kwon Han-seul) ผู้สร้างภาพยนตร์ที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้กำกับสาย AI โดยทั้งคู่ร่วมกันกำกับภาพยนตร์เรื่อง Run to the West ซึ่งได้รับการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเกาหลีที่ใช้ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการสร้างอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบปัญหาด้านรายได้ หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับคุณภาพของภาพที่สร้างด้วย AI ส่งผลให้ทำรายได้จากการฉายเพียงประมาณ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ คังกล่าวว่า เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้ภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ดูค่อนข้างล้าสมัยไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ออกฉาย ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ลดความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยี AI ที่จะนำมาใช้ในการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์
คิมบอลล์ เธอร์สตัน (Kimball Thurston) CTO ของ Wētā FX ซึ่งร่วมเสวนาด้วย พูดถึงการใช้ AI ในลักษณะ assistive tools โดยเน้นงานซ้ำ ๆ ที่สามารถลดภาระงานที่ไม่ซับซ้อนและต้องทำซ้ำ ๆ ของ artists มากกว่าจะเป็น AI ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม
นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชุมชนคนทำงานสร้างสรรค์ในฮอลลีวูด กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในเอเชียมีมุมมองต่อโอกาสและความเสี่ยงของเทคโนโลยี AI แตกต่างกันอย่างมาก โดยฝ่ายฮอลลีวูดมีท่าทีระแวดระวังอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีนี้ ขณะที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ในเอเชียส่วนใหญ่มองว่า AI เป็นโอกาสมากกว่าภัยคุกคาม
Rob Minkoff ผู้กำกับร่วม The Lion King และผู้กำกับ Stuart Little ให้สัมภาษณ์ใหม่กับ The Times วันที่ 6 ตุลาคม เกี่ยวกับ Storm Dogs หนังครอบครัว AI-assisted ของ Particle 6 ที่เขาจะทำหน้าที่ executive producer/creative lead
ตัวโครงการถูกประกาศตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน แต่ข้อมูลใหม่รอบนี้คือรายละเอียดของ production method และผลต่อจำนวนคนทำงาน
Dolphin จึงใช้แนวคิดว่า story context อยู่เหนือ individual generation แล้วให้ production layer จัดการว่าช็อตถัดไปต้องรักษาอะไรจากช็อตก่อนหน้า
ระบบนี้ไม่ได้เริ่มจาก demo แต่สร้างมาจาก production ภายใน
Eloelo ระบุว่าเทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหา production ของบริษัทเองก่อน บริษัทมีแพลตฟอร์ม Story TV และระบุว่าผลิต original dramas มาแล้วมากกว่า 5,000 เรื่อง รวมถึงทดสอบ creative assets มากกว่า 100,000 ชิ้นต่อเดือน
หลังใช้เครื่องมือภายในจึงนำ Dolphin AI ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับ creators, filmmakers, brands และ studios ภายนอก
ตรงนี้ทำให้รายละเอียดเรื่อง workflow น่าสนใจกว่าการประกาศ text-to-video model ใหม่ เพราะโจทย์ของระบบคือจัดการ หลายขั้นตอนของ production ไม่ใช่เพียงคุณภาพของ generated clip
เคนเนดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการผู้ดูแลของ American Film Institute (AFI) มาประมาณสองถึงสามปี จากนั้นจึงหารือกับ Bob Gazzale ผู้บริหารของ AFI ว่าจะย้ายการพูดคุยเหล่านี้ไปจัดที่สถาบันได้หรือไม่ เนื่องจาก AFI ถือเป็น “พื้นที่ที่ค่อนข้างเป็นกลาง”
แต่บรรดาสตูดิโอไม่ได้รอให้มีแนวทางที่ชัดเจนเสียก่อน มีข่าวเล็ดลอดมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนว่า Disney กำลังปรับโครงสร้างองค์กรโดยมี AI เป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้สามารถผลิตคอนเทนต์ได้มากขึ้นโดยใช้คนจำนวนน้อยลง และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทนายความระดับสูงสุดของ Disney เองก็ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
Mike De Luca และ Pam Abdy มีแผนที่จะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของบริษัท Paramount-Warner Bros. หลังการควบรวมกิจการ
เคนเนดียังเปิดเผยด้วยว่า ตอนที่เธอเข้ารับช่วงดูแล Star Wars ต่อจาก George Lucas นั้น ลูคัสทิ้งคำแนะนำไว้ให้เธอเพียง “ไม่กี่ย่อหน้า” เท่านั้น เธอบริหาร Lucasfilm มานานถึง 14 ปี และสถานที่แรก ๆ ที่เธอเลือกจะเดินเข้าไปหลังจากก้าวลงจากตำแหน่ง ก็คือห้องที่ผู้คนกำลังร่วมกันสร้าง ฮอลลีวูดในเวอร์ชันถัดไปขึ้นมา
BIGCHILD
ข่าว AI (24 ตุลาคม 2026)
ByteDance เปิดตัว Seedance 2.5 4K สำหรับภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ เริ่มทดลองกับ 20 สตูดิโอและผู้กำกับทั่วโลก
#bigchild @netfake
ประกาศวันที่ 23 ตุลาคม 2026 | เริ่มทดลองกับลูกค้าองค์กรวันที่ 22 ตุลาคม
TechNode และสื่อเทคโนโลยีจีนรายงานตรงกันว่าโมเดลรุ่นนี้รองรับการสร้างวิดีโอความละเอียด 4K และสีแบบ 10-bit โดยเน้นการปรับปรุงรายละเอียดภาพ การแสดงของตัวละคร และความสม่ำเสมอของภาพเมื่อใช้วัสดุอ้างอิงหรือแก้ไขวิดีโอเดิม
ขณะนี้โมเดลเปิดให้ทดลองเฉพาะลูกค้าองค์กรที่ได้รับเชิญ ยังไม่ใช่การเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้ทั้งหมด
มีอะไรใหม่จาก Seedance 2.5 รุ่นปกติ
Seedance 2.5 รุ่นปกติเปิดตัวไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดยมีความสามารถสำคัญคือสร้างวิดีโอพร้อมเสียงได้ยาวสูงสุด 30 วินาทีต่อครั้ง และรองรับข้อมูลอ้างอิงหลายประเภท ได้แก่ ภาพนิ่ง วิดีโอ และเสียง
สำหรับรุ่น 4K ที่เพิ่งประกาศ มีการปรับปรุงสำคัญสามด้าน
1. ความละเอียดภาพและสี
Seedance 2.5 4K รองรับผลลัพธ์ความละเอียด 4K และ 10-bit color depth
10-bit หมายถึงการเก็บระดับค่าสีได้ละเอียดกว่า 8-bit ซึ่งช่วยรองรับการไล่ระดับสีที่นุ่มนวลขึ้น เช่น ท้องฟ้า หมอก เงามืด และแสงที่เปลี่ยนระดับอย่างต่อเนื่อง
2. การแสดงของตัวละคร
Volcano Engine ระบุว่าโมเดลได้รับการฝึกเพิ่มเติมให้เข้าใจการแสดงออกทางสีหน้า การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ และรายละเอียดของภาพได้ดีขึ้น บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของตัวละครระหว่างการสร้างภาพจาก reference และการแก้ไขวิดีโอ
ลูกค้ากลุ่มทดลองบางรายให้ความเห็นว่าผลลัพธ์มีรายละเอียดแสงและเงาดีขึ้น รวมถึงการจำลองลักษณะภาพจากเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างกัน และการเปลี่ยนระยะชัดที่ดูใกล้เคียงภาพจากเลนส์ภาพยนตร์จริง
3. การรักษาคุณภาพของ Reference และการแก้ไขวิดีโอ
Volcano Engine ระบุว่าโมเดลสามารถรักษาความคมชัด สี และรายละเอียดของภาพต้นฉบับได้ดีขึ้นเมื่อใช้ reference generation หรือ video editing
ความสามารถดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานที่ต้องรักษารูปลักษณ์ของตัวละคร เครื่องแต่งกาย ฉาก และแสงให้ต่อเนื่องกัน
ฟีเจอร์สำคัญ: Draft Mode สร้างตัวอย่าง 480p ก่อนสร้างภาพสุดท้าย 4K
หนึ่งในความสามารถที่ Volcano Engine เน้นมากที่สุดคือ Draft Mode
ระบบเปิดให้ผู้สร้างทดลองช็อตที่ความละเอียด 480p ก่อน เมื่อปรับรายละเอียดและเลือกผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว จึงสร้างวิดีโอความละเอียด 4K สำหรับนำไปใช้งานต่อ
กระบวนการที่บริษัทอธิบายมีลักษณะดังนี้
1. ผู้สร้างเตรียม Storyboard, Prompt และ Reference Assets
2. สร้างวิดีโอตัวอย่างความละเอียด 480p เพื่อทดลองการเคลื่อนไหว มุมกล้อง และองค์ประกอบภาพ
3. ตรวจสอบผลลัพธ์ ปรับคำสั่งและทดลองใหม่ตามต้องการ
4. เมื่อได้ช็อตที่ยอมรับแล้ว จึงสร้างผลลัพธ์ความละเอียด 4K
แนวทางนี้มุ่งลดการใช้ทรัพยากรในการทดลองซ้ำ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างทุกเวอร์ชันด้วยความละเอียดสูงสุด
มีสตูดิโอและผู้กำกับ 20 รายเข้าร่วมทดลอง
รายงานจาก IT Home ซึ่งอ้างข้อมูลของ Sina Technology ระบุว่า Volcano Engine เปิดทดลอง Seedance 2.5 4K กับสตูดิโอและผู้กำกับประมาณ 20 รายทั่วโลก
การทดลองผูกกับโครงการผลิตจริง ไม่ใช่เพียงการเปิดให้ทดลองโมเดลโดยไม่มีผลงานปลายทาง
มีโครงการที่เกี่ยวข้องประมาณ 20 เรื่อง รวมถึงผลงานที่เชื่อมโยงกับแฟรนไชส์ภาพยนตร์ขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ และผลงานโทรทัศน์ที่คาดว่าจะเริ่มออกอากาศเร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายน 2026
แต่รายงานยังไม่เปิดเผยชื่อแฟรนไชส์ ชื่อสตูดิโอทั้งหมด หรือรายละเอียดสัญญาความร่วมมือ
จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีสตูดิโอฮอลลีวูดรายใดใช้โมเดลนี้ในการผลิตภาพยนตร์เรื่องใดอย่างเป็นทางการ
3 hours ago | [YT] | 0
View 0 replies
BIGCHILD
Deleted Storyboard
สตอรี่บอร์ด ที่ถูกตัดออก (generated by Agent of Kling AI)
เนื่องจากใบหน้าตัวละครไม่เหมือนต้นแบบ
รอชมผลงานวิดีโอที่สร้างใหม่หมดโดยไม่ใช้สตอรี่บอร์ด เร็ว ๆ นี้ครับ
14 hours ago (edited) | [YT] | 0
View 0 replies
BIGCHILD
เบื้องหลังการทดลองใช้ Agent - Skill ของ Kling AI ครั้งแรก
โดย @netfake
หลังจาก Kling ได้อัพเดท Kling 4.0 เมื่อปลายเดือนที่แล้วจนถึงต้นเดือนนี้ (ตค.2026)
ผมเพิ่งจะรู้ว่า Kling มีโหมด Skill ด้วยครับ ซึ่งการจะเรียกใช้ Skill เราต้องเลือกเมนู Agent ก่อนครับ
Skill ที่ Kling เตรียมไว้ให้เรา จะมีให้เลือกใช้ 5 Skill
Storyboard,
Product Marketing Video,
Multi-Angle Storyboard,
Product Promo Poster,
Poster Design
ผมเริ่มทดลองใช้ Skill แรก Storyboard
Kling จะมีหน้าต่าง Chat ให้เราพิมพ์พูดคุยกับ Agent ของ Kling AI เพื่อบอกความต้องการของเราได้ เหมือนเราคุยกับ ChatGPT หรือ Gemini นั่นแหละ เมื่อก่อน Kling จะไม่รองรับภาษาไทย แต่ผมทดลองพิมพ์ภาษาไทย ปรากฎว่าคราวนี้ Kling พูดคุยกับเรารู้เรื่องครับ แต่บางทีอาจจะตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ บางทีก็ตอบกลับเป็นภาษาไทย
ผมยังใช้อะไรไม่เป็นเท่าไร แต่เห็นมีให้เลือก Sample Reference พอเลือกปั๊ป Kling ก็จะตอบ chat กลับมาเป็นภาษาอังกฤษว่า จะใช้ภาพนิ่งภาพหนึ่ง เป็นนางเอก และสร้างเรื่องการลอบบุกเข้าไปเอา chip จากฐานที่มั่นของคนร้าย ในโลก Cyber
ผมลองพิมพ์ chat บอก agent ว่าขอเปลี่ยน ตัวละคร และเปลี่ยนจากโลก Cyber เป็นบ่อนการพนัน และอัพโหลดภาพอ้างอิงตัวละครใหม่เข้าไปให้ใช้แทน จากนั้น chat ก็สร้าง Script ออกมาให้ดังภาพที่ 4
ผมก็พิมพ์ไทยบ้าง อังกฤษบ้าง ขอเปลี่ยนภาพ เปลี่ยนบท ตามต้องการ ก็ปรากฎว่าเปลี่ยนได้ตามที่เราต้องการครับ และในขั้นตอนการ chat เราจะยังไม่เสีย credit ใด ๆ นะครับ จะเสียก็ต่อเมื่อเราสั่งให้ generate ภาพ storyboard หรือ วิดีโอ เท่านั้นครับ
จากนั้นผมก็ให้ Kling ลอง gernerate สตอรีบอดร์ดออกมาให้ (ตอนนี้เสีย credit ภาพละ 2 credits จำนว 9 ภาพ ก็ 18 credits) ภาพที่ออกมา ผมรู้สึกว่า ใบหน้าตัวละครอ้างอิงที่ให้ไป ยังสร้างภาพนิ่งออกมาไม่เหมือนนัก ฉากหลังก็ดูไม่ค่อยสมจริง ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไรจึงยังไม่ได้สั่งให้ generate วิดีโอต่อ
ผมลอง Chat ถามพูดคุยกับ Agent ของ Kling ว่าทำไมภาพนิ่งที่ Gen ออกมาจะไม่ค่อยเหมือน (ใช่ครับเราต่อว่ามันได้ และขอให้มันอธิบายเราได้ และผมคิดว่า น่าจะให้มันสอนเราใช้ได้ด้วยครับ) Agent ให้คำตอบมาว่า เพราะมันใช้ Model สร้างภาพ Kling Image 3.0 Omni ในการสร้างสตอรี่บอร์ด แต่ถ้าเราสั่งสร้างวิดีโอโดยตรงโดยไม่สร้างสตอรี่บอร์ดก่อน มันจะใช้ Model Kling 4.0 ใหม่ล่าสุด ซึ่งน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า (แต่ kling agent ก็ออกตัวว่า มันไม่รับประกันนะว่าจะดีกว่าแน่ ๆ) แต่มีข้อเสียคือ เราจะไม่สามารถดูภาพรวมก่อนได้ และเสีย credits แพง ผมจึงขอเบรคการสร้างวิดีโอไว้ก่อน และกำลังหาทางแก้ไข prompt และเตรียม asset ให้ดีก่อนจะสั่งสร้างวิดีโอโดยตรงต่อไปครับ
หมายเหตุ
ผมลองทดสอบ เอา prompt สร้างภาพนิ่ง storyboard ที่ kling สร้างไว้ 1 ภาพ (จาก 9) ไปให้ Meta AI สร้างภาพนิ่งออกมา ปรากฎว่า ผลลัพธ์ (ภาพสุดท้าย) ภาพนิ่งดูดี สมจริงกว่าภาพนิ่งของ Kling (ภาพที่ 7) เยอะเลยครับ ต้องรอชมต่อไปครับว่าถ้าผมใช้โมเดล kling 4.0 สร้างวิดีโอโดยตรง (จาก script ที่ปรึกษากับ agent) เลยจะออกมาเป็นอย่างไร
โปรดติดตามชมตอนต่อไปครับ
17 hours ago (edited) | [YT] | 1
View 0 replies
BIGCHILD
ข่าว AI (21 ตุลาคม 2026)
จาก AI Val Kilmer ถึง Tilly Norwood และหนัง AI เต็มเรื่อง: วงการกำลังทดสอบว่า “นักแสดงสังเคราะห์” พร้อมแทน performance ของมนุษย์หรือยัง
#bigchild @netfake
The Guardian เผยแพร่รายงานเชิงลึกเรื่อง Hollywood AI-listers: is the technology ready to rival flesh-and-blood film stars? ซึ่งไม่ได้พูดถึงเพียงหนัง AI ของ Higgsfield แต่ใช้ตัวอย่างหลายแบบเพื่อสำรวจว่า AI กำลังเข้าไปแตะ “การแสดง” ในภาพยนตร์อย่างไร ตั้งแต่การคืนชีพนักแสดงจริงที่เสียชีวิตแล้ว การสร้างนักแสดงเสมือนขึ้นใหม่ ไปจนถึงภาพยนตร์ยาวที่สร้างตัวละครและการแสดงด้วย generative AI เกือบทั้งหมด
As Deep as the Grave: ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่
ตัวอย่างที่บทความเปิดเรื่องด้วยคือ As Deep as the Grave หนัง western เรื่องใหม่ของผู้กำกับ Coerte Voorhees ซึ่งใช้ AI-created version ของ Val Kilmer ให้ดูเหมือน Kilmer ช่วงวัยประมาณ 30 กว่า ๆ
Kilmer เสียชีวิตไปแล้ว แต่ estate/ครอบครัวของเขา อนุมัติการใช้งาน โดยให้เหตุผลว่า Kilmer สนใจเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยขยายรูปแบบการเล่าเรื่อง
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่ “ทำหน้าเหมือนนักแสดงได้หรือไม่” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ digital likeness, posthumous performance และ consent
ในเชิงสิทธิ กรณีนี้แตกต่างจากการนำใบหน้านักแสดงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะมีการอนุมัติจาก estate แล้ว แต่ยังเปิดคำถามว่า สิทธิในการใช้ likeness หลังเสียชีวิตควรครอบคลุมถึง “การสร้าง performance ใหม่” ได้แค่ไหน และค่าตอบแทนหรือการควบคุมควรถูกกำหนดอย่างไร
ด้านคุณภาพ The Guardian ประเมินว่าภาพที่ได้สามารถทำให้ผู้ชมจำรูปลักษณ์ Kilmer ได้ แต่การเคลื่อนไหวยังแข็ง เสียงและบุคลิกยังไม่ให้ความรู้สึกเหมือนการแสดงของ Kilmer จริง
Tilly Norwood: จาก “ดาวรุ่งหญิง AI ” สู่ภาพยนตร์ขนาดยาว
กรณี Tilly Norwood ซึ่งเป็น synthetic performer ที่สร้างขึ้นโดย Particle6 หลังเปิดตัวเมื่อปีก่อน ตัวละครนี้ได้รับเสียงวิจารณ์แรงจากนักแสดงหลายคน โดย Emily Blunt เคยเรียกว่า “really, really scary”
ความคืบหน้าล่าสุดคือ Tilly Norwood กำลังจะปรากฏในภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง Misaligned
ความแตกต่างจากกรณี Val Kilmer คือ Tilly Norwood ไม่ได้จำลองนักแสดงจริงเพียงคนเดียว แต่เป็นการสร้าง “นักแสดงใหม่” ที่ไม่มีมนุษย์ต้นฉบับโดยตรง
ดังนั้นประเด็นแรงงานจึงต่างออกไป ในกรณี digital likeness ของนักแสดงจริง ยังมีนักแสดงหรือ estate เป็นเจ้าของสิทธิและสามารถเจรจาค่าตอบแทนได้ แต่ synthetic performer แบบ Tilly Norwood ทำให้เกิดคำถามว่า หากสตูดิโอสามารถสร้างนักแสดงที่ไม่มีชีวิตจริงตั้งแต่ต้น บทบาทบางประเภทที่เคยต้องจ้างนักแสดงมนุษย์จะถูกเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไร
Hell Grind และ The Cully Hill Boys: จาก synthetic actor ไปสู่หนัง AI เต็มเรื่อง
อีกแนวทางหนึ่งคือการไม่พยายามสร้าง “ดารา AI” เพียงคนเดียว แต่สร้างโลก ตัวละคร และ performance เกือบทั้งหมดด้วย generative AI
Higgsfield เปิดตัวภาพยนตร์ขนาดยาวสองเรื่องในปีนี้ ได้แก่
Hell Grind ความยาวประมาณ 95 นาที และ The Cully Hill Boys ความยาวประมาณ 115 นาที
ทั้งสองเรื่องเป็น online-only releases ไม่ใช่ theatrical releases
Hell Grind ใช้เวลาสร้างภาพและ post-production ประมาณ สองสัปดาห์
The Cully Hill Boys ใช้เวลาประมาณ หนึ่งเดือน
ตัวเลขเหล่านี้ ไม่รวมเวลาพัฒนาบท
Hell Grind ใช้ Seedance 2.0 ใน workflow ของโครงการ ในตอนนั้นโมเดลสร้างวิดีโอได้ครั้งละประมาณ 15 วินาที ผู้เขียนบทความประเมินว่าตัวละครในหนังมักแสดงอารมณ์หลักเพียงแบบเดียวตลอดช่วงช็อต และ performance ยังดูจำกัด
อีกสามเดือนต่อมา The Cully Hill Boys ใช้ Seedance 2.5 ซึ่งสร้างวิดีโอได้ประมาณ 30 วินาทีต่อ segment บทความมองว่าบทสนทนา comic timing และการตอบสนองระหว่างตัวละครดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Workflow ของ The Cully Hill Boys: Prompt ประมาณ 4,000 คำต่อวิดีโอ 30 วินาที
นี่เป็นรายละเอียด production ที่สำคัญที่สุดในรายงาน
บทภาพยนตร์เขียนโดยมนุษย์คือ Tim Planagan
ทีมงานสร้าง character assets ก่อน โดยมีทั้งภาพเต็มตัวและ close-up ใบหน้า เพื่อใช้เป็น anchor สำหรับรักษารูปลักษณ์ตัวละครระหว่างช็อต จากนั้นหนังถูกแบ่งเป็นช่วงประมาณ 30 วินาที แต่ละช่วงใช้ prompt ประมาณ 4,000 คำ ซึ่งบางส่วนเขียนด้วย LLM
Prompt ครอบคลุมข้อมูล เช่น action, camera movement, lighting และ emotional state ของตัวละคร จากนั้นทีมจะปรับ prompt และ regenerate scene ซ้ำจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ปัญหาหลักยังอยู่ที่ “การแสดง” มากกว่าความสวยของภาพ
Zack London ผู้สร้าง AI sci-fi shorts ในชื่อ Gossip Goblin อธิบายว่า generative video สามารถสร้างอารมณ์แบบกว้าง ๆ ได้ แต่ยังมีปัญหาเมื่อผู้กำกับต้องการอารมณ์ที่ละเอียด
เช่น หากสั่งให้ตัวละคร “พูดประชด” หรือ “ดูสับสน” โมเดลอาจให้ performance ที่เกินจริงคล้ายละคร melodrama หรือไม่เข้าใจ ความละเอียดอ่อน ที่ต้องการ
ในบางกรณีเขาต้องกำหนดรายละเอียดลงไปถึงระดับการขยับริมฝีปาก สายตา และการกะพริบตา London เปรียบ workflow ว่าเหมือนการควบคุม หุ่นเชิดทีละเส้น
เขาจึงเลือกใช้วิธีบันทึกบทพูดกับนักแสดงจริงก่อน แล้วสร้าง animation รอบ performance นั้น
เขาประเมินว่า AI acting ปัจจุบันเหมาะกับตัวละครที่ larger-than-life มากกว่าการแสดงละเอียดในแบบ Anthony Hopkins หรือ Olivia Colman
Framestore และ Autodesk Flow Studio เลือกอีกเส้นทาง: รักษา performance ของมนุษย์ แล้วใช้ AI เปลี่ยนรูปลักษณ์
Tim Webber ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Framestore แสดงความสงสัยต่อแนวคิดที่ว่าโมเดล generative สามารถสร้าง performance มนุษย์ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ได้จากภายนอกเพียงอย่างเดียว
เขาอธิบายว่า image models เรียนรู้จากสิ่งที่มองเห็น เช่น pixels ของภาพ แต่ performance มนุษย์มีองค์ประกอบภายในที่ซับซ้อนกว่านั้น
Framestore จึงกำลังสำรวจสิ่งที่ Webber เรียกว่า digital makeup แนวทางคือเริ่มจาก performance ที่นักแสดงมนุษย์แสดงจริง แล้วใช้ AI เปลี่ยนลักษณะภายนอกของนักแสดง
แนวคิดนี้ตรงข้ามกับการ prompt ให้ AI สร้าง performance ใหม่ทั้งหมด
Tye Sheridan และ Autodesk Flow Studio
Tye Sheridan นักแสดงจาก Ready Player One และผู้ร่วมก่อตั้ง Wonder Dynamics ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้ Autodesk กล่าวในทิศทางเดียวกัน เขาระบุว่า บางช่วงเวลาของ performance ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาที และผู้กำกับเองอาจอธิบายไม่ได้ว่าทำไมสายตาหรือการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของนักแสดงจึงทำให้ฉากนั้นได้ผล
Autodesk Flow Studio จึงใช้ AI ในลักษณะ AI-assisted performance ระบบสามารถนำ CG characters และ environments ไปประกอบกับฟุตเทจที่ถ่ายนักแสดงจริง และใช้ AI ช่วยลดขั้นตอน motion capture และ VFX บางส่วน ดังนั้น performance ของมนุษย์ยังคงเป็นฐานต้นทางของการเคลื่อนไหว
Sheridan ตั้งคำถามว่า generative models ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “legendary performances” หรือถูก optimize ให้สร้างสิ่งที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของข้อมูลฝึก
ตอนนี้จึงมี 3 แนวทาง AI Acting ที่ต่างกันชัดเจน
1. Digital resurrection / likeness replication เช่น As Deep as the Grave ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่ โดยมี estate อนุมัติ ประเด็นหลักคือ consent, likeness rights, posthumous performance และขอบเขตการใช้สิทธิ
2. Fully synthetic performer เช่น Tilly Norwood ซึ่งเป็น “นักแสดง” ที่สร้างขึ้นด้วย AI ตั้งแต่ต้นและกำลังเข้าสู่ feature film Misaligned ประเด็นหลักคือผลกระทบต่อ casting และตลาดงานนักแสดง
3. AI-generated performance ทั้งเรื่อง เช่น Hell Grind และ The Cully Hill Boys
ประเด็นหลักเปลี่ยนจากสิทธิของนักแสดงคนใดคนหนึ่ง ไปเป็นความสามารถในการกำกับ continuity, emotion, dialogue timing และ character performance ในระดับหนังยาว
ขณะเดียวกัน Framestore และ Autodesk เสนอ แนวทาง hybrid ที่ไม่ได้พยายามแทนมนุษย์ทั้งหมด แต่ใช้ AI เพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์หรือทำ VFX รอบ performance จริง
2 days ago (edited) | [YT] | 0
View 1 reply
BIGCHILD
ข่าว AI (21 ตุลาคม 2026)
จาก AI Val Kilmer ถึง Tilly Norwood และหนัง AI เต็มเรื่อง: วงการกำลังทดสอบว่า “นักแสดงสังเคราะห์” พร้อมแทน performance ของมนุษย์หรือยัง
The Guardian เผยแพร่รายงานเชิงลึกเรื่อง Hollywood AI-listers: is the technology ready to rival flesh-and-blood film stars? ซึ่งไม่ได้พูดถึงเพียงหนัง AI ของ Higgsfield แต่ใช้ตัวอย่างหลายแบบเพื่อสำรวจว่า AI กำลังเข้าไปแตะ “การแสดง” ในภาพยนตร์อย่างไร ตั้งแต่การคืนชีพนักแสดงจริงที่เสียชีวิตแล้ว การสร้างนักแสดงเสมือนขึ้นใหม่ ไปจนถึงภาพยนตร์ยาวที่สร้างตัวละครและการแสดงด้วย generative AI เกือบทั้งหมด
As Deep as the Grave: ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่
ตัวอย่างที่บทความเปิดเรื่องด้วยคือ As Deep as the Grave หนัง western เรื่องใหม่ของผู้กำกับ Coerte Voorhees ซึ่งใช้ AI-created version ของ Val Kilmer ให้ดูเหมือน Kilmer ช่วงวัยประมาณ 30 กว่า ๆ
Kilmer เสียชีวิตไปแล้ว แต่ estate/ครอบครัวของเขา อนุมัติการใช้งาน โดยให้เหตุผลว่า Kilmer สนใจเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยขยายรูปแบบการเล่าเรื่อง
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่ “ทำหน้าเหมือนนักแสดงได้หรือไม่” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ digital likeness, posthumous performance และ consent
ในเชิงสิทธิ กรณีนี้แตกต่างจากการนำใบหน้านักแสดงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะมีการอนุมัติจาก estate แล้ว แต่ยังเปิดคำถามว่า สิทธิในการใช้ likeness หลังเสียชีวิตควรครอบคลุมถึง “การสร้าง performance ใหม่” ได้แค่ไหน และค่าตอบแทนหรือการควบคุมควรถูกกำหนดอย่างไร
ด้านคุณภาพ The Guardian ประเมินว่าภาพที่ได้สามารถทำให้ผู้ชมจำรูปลักษณ์ Kilmer ได้ แต่การเคลื่อนไหวยังแข็ง เสียงและบุคลิกยังไม่ให้ความรู้สึกเหมือนการแสดงของ Kilmer จริง
Tilly Norwood: จาก “ดาวรุ่งหญิง AI ” สู่ภาพยนตร์ขนาดยาว
กรณี Tilly Norwood ซึ่งเป็น synthetic performer ที่สร้างขึ้นโดย Particle6 หลังเปิดตัวเมื่อปีก่อน ตัวละครนี้ได้รับเสียงวิจารณ์แรงจากนักแสดงหลายคน โดย Emily Blunt เคยเรียกว่า “really, really scary”
ความคืบหน้าล่าสุดคือ Tilly Norwood กำลังจะปรากฏในภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง Misaligned
ความแตกต่างจากกรณี Val Kilmer คือ Tilly Norwood ไม่ได้จำลองนักแสดงจริงเพียงคนเดียว แต่เป็นการสร้าง “นักแสดงใหม่” ที่ไม่มีมนุษย์ต้นฉบับโดยตรง
ดังนั้นประเด็นแรงงานจึงต่างออกไป ในกรณี digital likeness ของนักแสดงจริง ยังมีนักแสดงหรือ estate เป็นเจ้าของสิทธิและสามารถเจรจาค่าตอบแทนได้ แต่ synthetic performer แบบ Tilly Norwood ทำให้เกิดคำถามว่า หากสตูดิโอสามารถสร้างนักแสดงที่ไม่มีชีวิตจริงตั้งแต่ต้น บทบาทบางประเภทที่เคยต้องจ้างนักแสดงมนุษย์จะถูกเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไร
Hell Grind และ The Cully Hill Boys: จาก synthetic actor ไปสู่หนัง AI เต็มเรื่อง
อีกแนวทางหนึ่งคือการไม่พยายามสร้าง “ดารา AI” เพียงคนเดียว แต่สร้างโลก ตัวละคร และ performance เกือบทั้งหมดด้วย generative AI
Higgsfield เปิดตัวภาพยนตร์ขนาดยาวสองเรื่องในปีนี้ ได้แก่
Hell Grind ความยาวประมาณ 95 นาที และ The Cully Hill Boys ความยาวประมาณ 115 นาที
ทั้งสองเรื่องเป็น online-only releases ไม่ใช่ theatrical releases
Hell Grind ใช้เวลาสร้างภาพและ post-production ประมาณ สองสัปดาห์
The Cully Hill Boys ใช้เวลาประมาณ หนึ่งเดือน
ตัวเลขเหล่านี้ ไม่รวมเวลาพัฒนาบท
Hell Grind ใช้ Seedance 2.0 ใน workflow ของโครงการ ในตอนนั้นโมเดลสร้างวิดีโอได้ครั้งละประมาณ 15 วินาที ผู้เขียนบทความประเมินว่าตัวละครในหนังมักแสดงอารมณ์หลักเพียงแบบเดียวตลอดช่วงช็อต และ performance ยังดูจำกัด
อีกสามเดือนต่อมา The Cully Hill Boys ใช้ Seedance 2.5 ซึ่งสร้างวิดีโอได้ประมาณ 30 วินาทีต่อ segment บทความมองว่าบทสนทนา comic timing และการตอบสนองระหว่างตัวละครดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Workflow ของ The Cully Hill Boys: Prompt ประมาณ 4,000 คำต่อวิดีโอ 30 วินาที
นี่เป็นรายละเอียด production ที่สำคัญที่สุดในรายงาน
บทภาพยนตร์เขียนโดยมนุษย์คือ Tim Planagan
ทีมงานสร้าง character assets ก่อน โดยมีทั้งภาพเต็มตัวและ close-up ใบหน้า เพื่อใช้เป็น anchor สำหรับรักษารูปลักษณ์ตัวละครระหว่างช็อต จากนั้นหนังถูกแบ่งเป็นช่วงประมาณ 30 วินาที แต่ละช่วงใช้ prompt ประมาณ 4,000 คำ ซึ่งบางส่วนเขียนด้วย LLM
Prompt ครอบคลุมข้อมูล เช่น action, camera movement, lighting และ emotional state ของตัวละคร จากนั้นทีมจะปรับ prompt และ regenerate scene ซ้ำจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ปัญหาหลักยังอยู่ที่ “การแสดง” มากกว่าความสวยของภาพ
Zack London ผู้สร้าง AI sci-fi shorts ในชื่อ Gossip Goblin อธิบายว่า generative video สามารถสร้างอารมณ์แบบกว้าง ๆ ได้ แต่ยังมีปัญหาเมื่อผู้กำกับต้องการอารมณ์ที่ละเอียด
เช่น หากสั่งให้ตัวละคร “พูดประชด” หรือ “ดูสับสน” โมเดลอาจให้ performance ที่เกินจริงคล้ายละคร melodrama หรือไม่เข้าใจ ความละเอียดอ่อน ที่ต้องการ
ในบางกรณีเขาต้องกำหนดรายละเอียดลงไปถึงระดับการขยับริมฝีปาก สายตา และการกะพริบตา London เปรียบ workflow ว่าเหมือนการควบคุม หุ่นเชิดทีละเส้น
เขาจึงเลือกใช้วิธีบันทึกบทพูดกับนักแสดงจริงก่อน แล้วสร้าง animation รอบ performance นั้น
เขาประเมินว่า AI acting ปัจจุบันเหมาะกับตัวละครที่ larger-than-life มากกว่าการแสดงละเอียดในแบบ Anthony Hopkins หรือ Olivia Colman
Framestore และ Autodesk Flow Studio เลือกอีกเส้นทาง: รักษา performance ของมนุษย์ แล้วใช้ AI เปลี่ยนรูปลักษณ์
Tim Webber ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Framestore แสดงความสงสัยต่อแนวคิดที่ว่าโมเดล generative สามารถสร้าง performance มนุษย์ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ได้จากภายนอกเพียงอย่างเดียว
เขาอธิบายว่า image models เรียนรู้จากสิ่งที่มองเห็น เช่น pixels ของภาพ แต่ performance มนุษย์มีองค์ประกอบภายในที่ซับซ้อนกว่านั้น
Framestore จึงกำลังสำรวจสิ่งที่ Webber เรียกว่า digital makeup แนวทางคือเริ่มจาก performance ที่นักแสดงมนุษย์แสดงจริง แล้วใช้ AI เปลี่ยนลักษณะภายนอกของนักแสดง
แนวคิดนี้ตรงข้ามกับการ prompt ให้ AI สร้าง performance ใหม่ทั้งหมด
Tye Sheridan และ Autodesk Flow Studio
Tye Sheridan นักแสดงจาก Ready Player One และผู้ร่วมก่อตั้ง Wonder Dynamics ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้ Autodesk กล่าวในทิศทางเดียวกัน เขาระบุว่า บางช่วงเวลาของ performance ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาที และผู้กำกับเองอาจอธิบายไม่ได้ว่าทำไมสายตาหรือการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของนักแสดงจึงทำให้ฉากนั้นได้ผล
Autodesk Flow Studio จึงใช้ AI ในลักษณะ AI-assisted performance ระบบสามารถนำ CG characters และ environments ไปประกอบกับฟุตเทจที่ถ่ายนักแสดงจริง และใช้ AI ช่วยลดขั้นตอน motion capture และ VFX บางส่วน ดังนั้น performance ของมนุษย์ยังคงเป็นฐานต้นทางของการเคลื่อนไหว
Sheridan ตั้งคำถามว่า generative models ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “legendary performances” หรือถูก optimize ให้สร้างสิ่งที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของข้อมูลฝึก
ตอนนี้จึงมี 3 แนวทาง AI Acting ที่ต่างกันชัดเจน
1. Digital resurrection / likeness replication เช่น As Deep as the Grave ใช้ AI สร้าง Val Kilmer วัยหนุ่มขึ้นมาแสดงบทใหม่ โดยมี estate อนุมัติ ประเด็นหลักคือ consent, likeness rights, posthumous performance และขอบเขตการใช้สิทธิ
2. Fully synthetic performer เช่น Tilly Norwood ซึ่งเป็น “นักแสดง” ที่สร้างขึ้นด้วย AI ตั้งแต่ต้นและกำลังเข้าสู่ feature film Misaligned ประเด็นหลักคือผลกระทบต่อ casting และตลาดงานนักแสดง
3. AI-generated performance ทั้งเรื่อง เช่น Hell Grind และ The Cully Hill Boys
ประเด็นหลักเปลี่ยนจากสิทธิของนักแสดงคนใดคนหนึ่ง ไปเป็นความสามารถในการกำกับ continuity, emotion, dialogue timing และ character performance ในระดับหนังยาว
ขณะเดียวกัน Framestore และ Autodesk เสนอ แนวทาง hybrid ที่ไม่ได้พยายามแทนมนุษย์ทั้งหมด แต่ใช้ AI เพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์หรือทำ VFX รอบ performance จริง
3 days ago | [YT] | 1
View 0 replies
BIGCHILD
ข่าว AI (18 ตุลาคม)
#bigchild @netfake
Kuaishou บริษัทแม่ของ Kling AI ออกประกาศยืนยันว่าโมเดลสร้างวิดีโอ Kling 4.0 เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ก่อนหน้านี้บริษัทประกาศโมเดลเมื่อวันที่ 28 กันยายน และเปิดให้ผู้ใช้บางกลุ่มทดลอง Kling 4.0 Flash กับ Preview
การประกาศครั้งล่าสุดจึงเป็นการเปลี่ยนสถานะจากการทดลองแบบจำกัดไปสู่การเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงโมเดลหลักผ่านเว็บไซต์ Kling AI
บริษัทระบุว่าการพัฒนา Kling 4.0 มุ่งเน้นสามด้าน ได้แก่ ความสมจริงของภาพ ความสามารถในการควบคุมผลลัพธ์ และคุณภาพที่เหมาะกับงานผลิตระดับมืออาชีพ Kuaishou Technology
ความสามารถสำคัญของ Kling 4.0
จากเอกสารเผยแพร่โมเดลและประกาศอย่างเป็นทางการ มีรายละเอียดดังนี้
ความยาววิดีโอ 3–30 วินาทีต่อการสร้างหนึ่งครั้ง
การควบคุมด้วย Keyframes สูงสุด 10 ภาพ
Omni Reference รวมสูงสุด 15 รายการ
Reference Images สูงสุด 10 ภาพ
Reference Videos สูงสุด 5 คลิป รวมไม่เกิน 30 วินาที
Reference Subjects สูงสุด 7 องค์ประกอบ
Video Editing รองรับคลิปต้นทางสูงสุด 5 คลิป รวมไม่เกิน 30 วินาที
Prompt สูงสุด 8,000 tokens
เสียง Two-channel stereo
ยังไม่เปิดครบ:
Video Extension ขยายต่อเนื่องได้ถึง 2 นาที เป็นความสามารถที่กำลังจะเปิด
10-bit HDR ประกาศแผนรองรับ 1080p และ 4K แต่ยังไม่ควรถือว่าเปิดครบแล้ว
API ประกาศว่าจะเปิดสำหรับนักพัฒนาและองค์กรในภายหลัง
การปรับปรุงการเคลื่อนไหวและมุมกล้อง
Kuaishou ระบุว่า Kling 4.0 พัฒนาความสามารถในการสร้างฉากที่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงหรือซับซ้อน โดยเฉพาะฉากที่ต้องรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวระหว่างตัวละคร วัตถุ และกล้อง
ตัวอย่างการเคลื่อนกล้องที่บริษัทกล่าวถึง ได้แก่ tracking, orbit, pan, push-in, pull-out และการเคลื่อนกล้องในลักษณะ trucking shot บริษัทระบุว่าโมเดลสามารถรักษาความต่อเนื่องของภาพระหว่างการเคลื่อนกล้องและการเปลี่ยนขนาดภาพได้ดีขึ้น
การสร้างวิดีโอได้นานถึง 30 วินาทีต่อครั้งยังช่วยให้ผู้สร้างสามารถกำหนดการดำเนินเหตุการณ์ภายในช็อตเดียวได้นานกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็นคลิปสั้นหลายคลิปทุกครั้ง
ความสามารถที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานสร้างภาพยนตร์คือการนำวิดีโออ้างอิงมาใช้ควบคุมการสร้างภาพใหม่ Kuaishou ระบุว่า Kling 4.0 สามารถอ้างอิงการแสดง การเคลื่อนไหว การจัดองค์ประกอบภาพ การเคลื่อนกล้อง และจังหวะการเล่าเรื่องจากวิดีโอต้นฉบับ จากนั้นผู้ใช้สามารถกำหนดให้เปลี่ยนตัวละคร ผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบบางส่วนในภาพได้
ระบบยังรองรับวิดีโอประเภท white-model และ depth-map สำหรับใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านรูปร่าง การเคลื่อนไหว และความลึกของฉากในงานภาพยนตร์ ข้อมูลอ้างอิงประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมท่าทางตัวละคร ตำแหน่งกล้อง และการรักษาโครงสร้างของช็อต
ผู้สร้างภาพยนตร์อังกฤษใช้ Kling 4.0 ผลิต Minibots
ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม บริษัทเปิดเผยความร่วมมือกับ Evolutionary Films ผู้ผลิตภาพยนตร์จากอังกฤษ John Adams และ Diane Shorthouse ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ Kling 4.0 ในโครงการ Minibots
ทั้งคู่กล่าวว่าทีมงานยังคงออกแบบฉากและตัวละครร่วมกับศิลปินตามกระบวนการทำงานเดิม ก่อนนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาใช้ใน Omni Reference จากนั้นทีมใช้คำอธิบายเพื่อกำกับการเคลื่อนไหวของตัวละครและกล้อง โดยไม่จำเป็นต้องสร้าง keyframe สำหรับทุกช็อต
ผู้สร้างระบุว่าความต่อเนื่องของกล้องและตัวละครหลายตัวดีขึ้นอย่างน่าประทับใจ และการทำงานให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการกำกับภาพยนตร์มากกว่าการเขียน prompt เพียงอย่างเดียว
ความร่วมมือกับผู้กำกับ Kim Sung-soo
ข่าวประชาสัมพันธ์ยังกล่าวถึง Kim Sung-soo ซึ่งใช้ Kling 4.0 Preview ในการสร้างภาพยนตร์สั้น Worm Train ผู้กำกับใช้ Kling 4.0 Preview ตั้งแต่เดือนกันยายน เพื่อสร้างฉากรถไฟใต้ดินที่ตัวละครแมลงขนาดยักษ์ต้องเคลื่อนไหวและปะทะกับผู้โดยสาร
Kim กล่าวว่าเมื่อทดลองสร้างฉากนี้ เขาสามารถเห็นน้ำหนักและปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพของตัวละครกับผู้โดยสาร ซึ่งเป็นภาพที่ก่อนหน้านี้เขาเคยล้มเลิกความคิดที่จะสร้างขึ้น
Adobe ประกาศเตรียมนำ Kling 4.0 เข้าสู่ Firefly
อีกความคืบหน้าคือ Adobe ยืนยันแผนนำ Kling 4.0 และ Kling 4.0 Flash เข้าสู่ Adobe Firefly
Meg Donovan ผู้บริหารฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ GenAI ของ Adobe กล่าวว่า บริษัทต้องการเพิ่มทางเลือกของโมเดลให้ผู้สร้างสรรค์สามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะงาน
Kling 4.0 ถูกวางตำแหน่งสำหรับงานภาพยนตร์ที่ต้องการคุณภาพและการควบคุมสูง ส่วน Flash เน้นงานผลิตเนื้อหาปริมาณมากที่ต้องการความรวดเร็ว
MCP และ CLI สำหรับการทำงานผ่าน AI Agents
Kuaishou ระบุว่า Kling 4.0 รองรับการใช้งานผ่าน Kling MCP และ CLI แล้ว
ระบบเหล่านี้เปิดทางให้ AI agents หรือกระบวนการทำงานที่ใช้คำสั่งสามารถเรียกใช้ความสามารถของโมเดล เช่น Omni Reference และ Keyframe-to-Video ได้
ส่วน API สำหรับนักพัฒนาและองค์กรยังอยู่ในแผนเปิดให้ใช้งานภายหลัง
จึงต้องแยกการใช้งานผ่าน MCP/CLI ออกจากการเปิด API เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
5 days ago | [YT] | 3
View 0 replies
BIGCHILD
ข่าว AI (17 ตุลาคม 2026)
#bigchild @netfake
ในการเสวนา Creative Asia ที่ Busan International Film Festival เมื่อ 10 ตุลาคม ซึ่งจัดร่วมกับสมาคมภาพยนตร์แห่งอเมริกา (Motion Picture Association) โดยมีผู้ร่วมเสวนาคนสำคัญอีกสองคน ได้แก่ คังยุนซอง (Kang Yun-sung) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลี เจ้าของผลงาน The Outlaws ซึ่งเป็นผู้ที่กระตือรือร้นในการนำเครื่องมือ AI มาใช้งาน และคิมบอลล์ เธอร์สตัน (Kimball Thurston) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Wētā FX
ซอง คิว ลี (Sung Q Lee) ผู้บริหารฝ่าย production ของ Netflix ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า Netflix ใช้ AI ในรูปแบบต่าง ๆ กับผลงานประมาณ 300 titles แล้ว แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนังหรือซีรีส์ 300 เรื่องที่สร้างด้วย generative AI ทั้งหมด
เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า การเข้ามาของ AI ควรถูกมองในบริบทของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการสร้างภาพยนตร์
“ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ ๆ มีส่วนช่วยอย่างมากในเรื่องของ ‘วิธีการ’ หรือการที่เราจะสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาดียิ่งขึ้นได้อย่างไร แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่เคยเป็นผู้ตัดสิน ‘เหตุผล’ ว่าทำไมเราจึงต้องเล่าเรื่องนี้ตั้งแต่แรก” ลีกล่าว
“แต่เมื่อพูดถึงการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก” ลีกล่าวเสริมในเวลาต่อมาว่า “ท้ายที่สุดแล้วก็ยังจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของมนุษย์ AI อาจทำงานได้สารพัดอย่าง แต่คำถามคือ มันสามารถเข้าถึงและสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้จริงหรือ? การมีส่วนร่วมของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้”
AI ถูกใช้ในขั้นตอนอย่าง previsualization, production design, การลองแนวคิด set dressing, editing และ VFX โดย Netflix ยังนำ reel จาก Eyeline Studios มาแสดงตัวอย่าง workflow ที่ผสม live action, VFX แบบดั้งเดิม และ generative AI เข้าด้วยกัน
ตัวอย่างหนึ่งคือภาพยนตร์อินเดียเรื่อง Glory ซึ่งใช้ AI ร่วมกับ VFX เพื่อสร้าง ฉากฝูงชนขนาดใหญ่ ที่เดิมอาจต้องตัดออกเพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณและตารางถ่ายทำ
บนเวทีเดียวกัน ผู้กำกับเกาหลี Kang Yoon-sung เปิดเผยเกี่ยวกับโปรเจกต์ The Gulf of Aden ซึ่งมีการนำเครื่องมือ Generative AI จาก Kling AI ของจีนมาใช้อย่างเข้มข้น และประเมินว่าการใช้ AI อาจช่วยลดงบ production ของโครงการได้ประมาณ 30–40% เพราะไม่ใช่แค่ลดงาน CG/VFX แต่ยังทำให้การถ่ายจริงเรียบง่ายขึ้นและระยะเวลาผลิตสั้นลง
เขากล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เคยต้องพับโครงการเก็บไว้เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ ตอนนี้สามารถนำกลับมาพิจารณาและสร้างให้เป็นจริงได้อีกครั้ง
เมื่อปีที่แล้ว คังยุนซอง (Kang Yun-sung) ได้ร่วมงานกับควอนฮันซึล (Kwon Han-seul) ผู้สร้างภาพยนตร์ที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้กำกับสาย AI โดยทั้งคู่ร่วมกันกำกับภาพยนตร์เรื่อง Run to the West ซึ่งได้รับการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเกาหลีที่ใช้ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการสร้างอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบปัญหาด้านรายได้ หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับคุณภาพของภาพที่สร้างด้วย AI ส่งผลให้ทำรายได้จากการฉายเพียงประมาณ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ คังกล่าวว่า เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้ภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ดูค่อนข้างล้าสมัยไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ออกฉาย ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ลดความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยี AI ที่จะนำมาใช้ในการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์
คิมบอลล์ เธอร์สตัน (Kimball Thurston) CTO ของ Wētā FX ซึ่งร่วมเสวนาด้วย พูดถึงการใช้ AI ในลักษณะ assistive tools โดยเน้นงานซ้ำ ๆ ที่สามารถลดภาระงานที่ไม่ซับซ้อนและต้องทำซ้ำ ๆ ของ artists มากกว่าจะเป็น AI ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม
“เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เราได้ภาพและภาพจำลองสำหรับการวางแผนงานอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมของผู้กำกับหรือผู้กำกับภาพ ก็สามารถมองเห็นข้อผิดพลาดและแก้ไขได้อย่างง่ายดาย” เขาอธิบาย
นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชุมชนคนทำงานสร้างสรรค์ในฮอลลีวูด กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในเอเชียมีมุมมองต่อโอกาสและความเสี่ยงของเทคโนโลยี AI แตกต่างกันอย่างมาก โดยฝ่ายฮอลลีวูดมีท่าทีระแวดระวังอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีนี้ ขณะที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ในเอเชียส่วนใหญ่มองว่า AI เป็นโอกาสมากกว่าภัยคุกคาม
1 week ago (edited) | [YT] | 0
View 0 replies
BIGCHILD
ข่าว AI (7 ตค. 2026)
#bigchild @netfake
Rob Minkoff ผู้กำกับร่วม The Lion King และผู้กำกับ Stuart Little ให้สัมภาษณ์ใหม่กับ The Times วันที่ 6 ตุลาคม เกี่ยวกับ Storm Dogs หนังครอบครัว AI-assisted ของ Particle 6 ที่เขาจะทำหน้าที่ executive producer/creative lead
ตัวโครงการถูกประกาศตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน แต่ข้อมูลใหม่รอบนี้คือรายละเอียดของ production method และผลต่อจำนวนคนทำงาน
Storm Dogs เป็นเรื่องของเด็กหญิงอายุสองขวบชื่อ Poppy ที่พลัดจากผู้ดูแลระหว่างพายุรุนแรงในหมู่บ้านอังกฤษ สุนัขห้าตัวต้องพาเด็กเดินทางผ่านทุ่งน้ำท่วม สะพานเสียหาย และพื้นที่อันตรายเพื่อกลับบ้านภายใน 24 ชั่วโมง
หนังวางแผนเริ่ม production ใน ปี 2027 ไม่ใช่หนังที่ทุกอย่างสร้างจาก AI แต่จะเป็น hybrid live action + AI/photorealistic animation นักแสดงมนุษย์จะถูกถ่ายจริง แต่ตัวละครสำคัญสองกลุ่มคือ Poppy เด็กหญิงอายุ 2 ขวบ และ สุนัขทั้งห้าตัว จะถูกสร้างเป็นตัวละคร photorealistic ด้วยเทคโนโลยี AI/animation แทนการให้เด็กเล็ก และสุนัขแสดงสถานการณ์ทั้งหมดจริง ๆ
Particle 6 ระบุว่าไม่ได้ตั้งใจให้ AI เป็นผู้สร้าง performance เองทั้งหมด แต่จะใช้ performance ของนักแสดงมนุษย์เป็นต้นทาง นักแสดงสามารถกำหนดสีหน้า การเคลื่อนไหว จังหวะ และ performance แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้กับตัวละคร photorealistic
Particle 6 ระบุว่าเรื่องนี้ถ้าถ่ายด้วยวิธี conventional จะมีความยุ่งยากมากเป็นพิเศษ เพราะตัวละครหลักเป็น เด็กอายุสองขวบกับสุนัขห้าตัว และเรื่องเกิดท่ามกลางน้ำท่วม สภาพอากาศรุนแรง
สะพานเสียหาย และภูมิประเทศที่เป็นอันตราย
Minkoff พูดถึงปัญหาการทำงานกับเด็กเล็กโดยเฉพาะว่า การถ่ายเด็กจริงมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาทำงาน ความปลอดภัย และความสามารถในการควบคุม performance Particle 6 จึงเสนอว่าการสร้าง Poppy แบบ digital สามารถลดการนำเด็กเล็กเข้าไปอยู่ใน production environment ที่ลำบากหรืออันตรายได้
ในกรณีสุนัข ปัญหาคล้ายกันคือการต้องควบคุมสัตว์หลายตัวให้แสดง performance ที่เฉพาะเจาะจงพร้อมกับสถานการณ์น้ำท่วมและ action
Minkoff ยอมรับว่า production แบบนี้จะต้องใช้ ทีมงานน้อยกว่าการสร้าง animation ด้วยวิธี conventional อย่างมาก เขาเชื่อมเรื่องนี้กับต้นทุนของ animation feature ในปัจจุบัน ซึ่งภาพยนตร์ animation ขนาดใหญ่สามารถมี budget สูงกว่า $150 ล้าน
อย่างไรก็ตาม Storm Dogs ยังไม่ได้เปิดเผย budget ดังนั้นข้อมูลที่ยืนยันได้ในตอนนี้คือ
ใช้ crew น้อยกว่า conventional animation
Minkoff ยอมรับว่าการใช้คนน้อยลงทำให้เกิดคำถามเรื่องการสูญเสียงาน แต่เขาและอดีตผู้บริหาร Disney Jeffrey Katzenberg เสนอเหตุผลอีกด้านว่า หากต้นทุนในการสร้างหนังลดลง บริษัทอาจสามารถสร้างหนังได้จำนวนมากขึ้น และรับความเสี่ยงกับ original projects ได้มากขึ้น แทนที่จะพึ่งเฉพาะ franchise หรือภาพยนตร์ทุนสูง
2 weeks ago | [YT] | 4
View 0 replies
BIGCHILD
ข่าว AI (4 ตค. 2026)
#bigchild @netfake
Eloelo เปิดตัว Dolphin AI ที่งาน FICCI FRAMES ในมุมไบ โดย Indian Express เผยรายละเอียดเพิ่มเติมล่าสุดวันที่ 3 ต.ค. ระบบนี้ไม่ได้ถูกวางตำแหน่งเป็น video model ตัวเดียวแบบ Kling หรือ Seedance แต่เป็น production platform ที่ครอบ workflow ตั้งแต่บทไปจนถึงวิดีโอสำเร็จ
Dolphin AI รับ script หรือ creative brief แล้วจัดการกระบวนการต่อเนื่อง ได้แก่ scripting, shot planning, video generation, editing และ enhancement ภายในระบบเดียว จุดที่บริษัทเน้นคือการสร้างวิดีโอแบบ multi-shot แทนการ generate คลิปแต่ละช็อตอย่างเป็นอิสระ
ระบบมีสิ่งที่ Eloelo เรียกว่า agentic production layer ซึ่งอ่านข้อความหรือบทเพื่อทำความเข้าใจ creative intent ก่อนแบ่งเรื่องยาวออกเป็นช็อต จากนั้นจึงจัดการ generation ของแต่ละช็อตโดยเก็บบริบทจากส่วนอื่นของเรื่องไว้ด้วย
ประเด็นสำคัญคือระบบพยายามรักษา continuity ขององค์ประกอบหลายชนิดพร้อมกัน ได้แก่
ตัวละคร, ใบหน้าและรูปลักษณ์, เสียง, เสื้อผ้า, props, location และ visual style
เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนช็อตทำให้ตัวละครหรือโลกของเรื่องเปลี่ยนตามไปด้วย
นี่เป็นปัญหาคนละระดับกับการทำ text-to-video คลิปเดียว เพราะแม้โมเดลจะสร้างช็อต 10–30 วินาทีได้ดี การสร้าง sequence ที่มีหลายสิบช็อตต้องทำให้ข้อมูลจาก Shot 1 ยังมีผลต่อ Shot 15 หรือ Shot 30 ด้วย
Dolphin จึงใช้แนวคิดว่า story context อยู่เหนือ individual generation แล้วให้ production layer จัดการว่าช็อตถัดไปต้องรักษาอะไรจากช็อตก่อนหน้า
ระบบนี้ไม่ได้เริ่มจาก demo แต่สร้างมาจาก production ภายใน
Eloelo ระบุว่าเทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหา production ของบริษัทเองก่อน บริษัทมีแพลตฟอร์ม Story TV และระบุว่าผลิต original dramas มาแล้วมากกว่า 5,000 เรื่อง รวมถึงทดสอบ creative assets มากกว่า 100,000 ชิ้นต่อเดือน
หลังใช้เครื่องมือภายในจึงนำ Dolphin AI ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับ creators, filmmakers, brands และ studios ภายนอก
ตรงนี้ทำให้รายละเอียดเรื่อง workflow น่าสนใจกว่าการประกาศ text-to-video model ใหม่ เพราะโจทย์ของระบบคือจัดการ หลายขั้นตอนของ production ไม่ใช่เพียงคุณภาพของ generated clip
2 weeks ago | [YT] | 3
View 0 replies
BIGCHILD
ข่าว AI ( 3 ต.ค.2026)
#bigchild @netfake
Kathleen Kennedy เพิ่งเล่าเบื้องหลังการประชุมลับเรื่อง AI ของฮอลลีวูดบนเวทีด้วยตัวเอง และเธอก็ไม่ได้พยายามพูดให้สถานการณ์ฟังดูดีเกินจริงว่าอุตสาหกรรมกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน
ในการสนทนากับ Brad Stone แห่ง Bloomberg Businessweek ในคืนเปิดงานประชุม Bloomberg’s Screentime ที่ลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 30 กันยายน อดีตประธาน Lucasfilm กล่าวอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้มีการเริ่มระบุแล้วว่างานประเภทใดบ้างที่สามารถนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทำแทนได้
“งานที่เป็นเพียงลักษณะของภารกิจหรือขั้นตอนซ้ำ ๆ ก็น่าจะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ” Kennedy กล่าว “และโดยเฉพาะในงานด้านสเปเชียลเอฟเฟกต์ ก็มีบางส่วนที่เรากำลังพิจารณาอยู่แล้วในตอนนี้ ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ”
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม Kennedy ได้จัดวงหารือเรื่อง AI แบบเงียบ ๆ กับบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดบางส่วนในฮอลลีวูดมาตั้งแต่ปี 2023 แต่ตอนนี้ เธอกำลังออกมาเล่าเรื่องทั้งหมดนั้นด้วยตัวเอง
“ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเครื่องมือใหม่เหล่านี้ ผู้คนเต็มไปด้วยความกลัวและความวิตกกังวล” เคนเนดีรำลึกถึงสิ่งที่เธอพูดในเวลานั้น “ฉันก็เลยคิดว่า จะเป็นอย่างไรถ้าฉันรวบรวมกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์และนักเล่าเรื่องขึ้นมา แล้วลองหาคนจากฝั่งเทคโนโลยีมาในจำนวนพอ ๆ กัน?”
แนวคิดนั้นนำไปสู่การจัดวงสนทนาขนาดเล็ก หลายครั้ง ที่นำคนทำงานสายสร้างสรรค์และคนจากวงการเทคโนโลยีมานั่งพูดคุยร่วมกัน ครั้งละประมาณ 20 ถึง 25 คน สโตนกล่าวว่า ผู้เข้าร่วมมีทั้งคนจากซิลิคอนแวลลีย์ โปรดิวเซอร์ รวมถึงนักแสดงอย่าง Ben Affleck
“ทุกอย่างเป็นการพูดคุยหลังไมค์ ไม่มีการนำไปอ้างอิงต่อสาธารณะ” เคนเนดีกล่าว “เราไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรเป็นความลับ เพียงแต่ในเวลานั้น ผู้คนมีความวิตกกังวลอย่างมากกับการออกมาพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะ”
เคนเนดีระบุว่า การพูดคุยครั้งแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่เกือบห้าปีก่อน ซึ่งเร็วกว่าที่เคยมีรายงานออกมาก่อนหน้านี้เสียอีก โดย The Ankler เคยรายงานว่าการประชุมครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน 2023
ท้ายที่สุด กลุ่มดังกล่าวก็ตัดสินใจรวบรวมแนวคิดทั้งหมดออกมาเป็นเอกสาร ตั้งชื่อว่า HGW ย่อมาจาก Human Generative Workflow หรือกระบวนการสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับการสร้างโดยเครื่องจักร เอกสารฉบับนี้แจกแจงถึงเหตุผลว่าเหตุใด ความแม่นยำและเจตนาของมนุษย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างสรรค์ รวมถึงประเด็นว่า “เราจะปกป้องทักษะและศาสตร์ของการทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้อย่างไร”
เคนเนดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการผู้ดูแลของ American Film Institute (AFI) มาประมาณสองถึงสามปี จากนั้นจึงหารือกับ Bob Gazzale ผู้บริหารของ AFI ว่าจะย้ายการพูดคุยเหล่านี้ไปจัดที่สถาบันได้หรือไม่ เนื่องจาก AFI ถือเป็น “พื้นที่ที่ค่อนข้างเป็นกลาง”
“เราคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างระมัดระวังมาก แล้วนำทุกคนมารวมตัวกัน จากนั้นก็นำเอกสารฉบับนี้วางไว้ตรงหน้าทุกคน” เคนเนดีกล่าวต่อ “และนั่นก็จุดประกายการสนทนาที่ตอนนี้เริ่มแพร่หลายและได้รับความสนใจมากขึ้นภายในอุตสาหกรรม”
ผู้คนกำลังถูกเบียดออกจากงานหรือไม่? พวกเขากำลังถูกแทนที่หรือเปล่า?
เมื่อถูกถามว่า กระบวนการพูดคุยเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผู้คนจะสูญเสียงาน เคนเนดีไม่ได้พยายามสร้างภาพว่าความกังวลดังกล่าวหมดไปแล้ว
“ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการทำให้ทุกคนสบายใจขึ้น” เธอกล่าว “มีความวิตกกังวลอย่างมหาศาลเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้”
ด้วยเหตุนี้ AFI จึงกำลังพยายามหาข้อมูลและตัวเลขที่เป็นรูปธรรมมารองรับการถกเถียง
“ตอนนี้เรากำลังทำงานร่วมกับคนบางกลุ่มจาก Harvard เพื่อรวบรวมข้อมูลจริงว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คืออะไรกันแน่” เคนเนดีเปิดเผย “ผู้คนกำลังถูกเบียดออกจากตำแหน่งงานหรือไม่? พวกเขากำลังถูกแทนที่หรือเปล่า? แล้วมีงานประเภทใหม่เกิดขึ้นหรือไม่?”
นี่คือที่มาของประเด็นเกี่ยวกับสายงานสเปเชียลเอฟเฟกต์ และเคนเนดีกล่าวว่า ทั้งอุตสาหกรรมและคนทำหนังมีหน้าที่ร่วมกันในการสร้างเส้นทางใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป เธอชี้ว่า คนจำนวนมากในฮอลลีวูดเรียนรู้วิชาชีพผ่านการทำงานจริง โดยอาศัยทั้ง ระบบพี่เลี้ยงและการฝึกงาน ซึ่งเป็นเส้นทางที่คนในวงการแทบทุกคนต่างเคยผ่านมาก่อน
“แล้วเราจะทำให้สิ่งนั้นดำเนินต่อไปได้อย่างไร? เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้กระบวนการแบบนั้นยังคงเกิดขึ้นได้อย่างไร?” เคนเนดีตั้งคำถาม
เรากำลังอยู่ในช่วงที่ขาดผู้นำ
เคนเนดีย้ำว่า เธอไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีเหล่านี้ “ฉันมองในแง่บวก” เธอกล่าว พร้อมชี้ว่า ภาพยนตร์แทบทุกเรื่องที่เธอสร้างมาตลอดช่วง 15 ถึง 20 ปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นงานที่ “ผลักดันเทคโนโลยีไปสู่อีกระดับหนึ่ง” มาโดยตลอด
เธอกล่าวว่า เครื่องมือใหม่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถทดลองแนวคิดต่าง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการถ่ายทำได้ “ก่อนที่คุณจะต้องทุ่มเงิน เวลา และคนจำนวนมหาศาลลงไปจริง ๆ” แต่ปัญหาคือ ในเวลานี้ยังไม่มีใครรับบทบาทเป็นผู้กำหนดทิศทางอย่างชัดเจน
“ตอนนี้ในอุตสาหกรรมของเรามีภาวะสุญญากาศด้านผู้นำอยู่พอสมควร ทุกคนต่างกำลังมองหาคำแนะนำว่า เราควรนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้อย่างไร” เคนเนดีกล่าว
แต่บรรดาสตูดิโอไม่ได้รอให้มีแนวทางที่ชัดเจนเสียก่อน มีข่าวเล็ดลอดมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนว่า Disney กำลังปรับโครงสร้างองค์กรโดยมี AI เป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้สามารถผลิตคอนเทนต์ได้มากขึ้นโดยใช้คนจำนวนน้อยลง และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทนายความระดับสูงสุดของ Disney เองก็ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
Mike De Luca และ Pam Abdy มีแผนที่จะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของบริษัท Paramount-Warner Bros. หลังการควบรวมกิจการ
เคนเนดียังเปิดเผยด้วยว่า ตอนที่เธอเข้ารับช่วงดูแล Star Wars ต่อจาก George Lucas นั้น ลูคัสทิ้งคำแนะนำไว้ให้เธอเพียง “ไม่กี่ย่อหน้า” เท่านั้น เธอบริหาร Lucasfilm มานานถึง 14 ปี และสถานที่แรก ๆ ที่เธอเลือกจะเดินเข้าไปหลังจากก้าวลงจากตำแหน่ง ก็คือห้องที่ผู้คนกำลังร่วมกันสร้าง ฮอลลีวูดในเวอร์ชันถัดไปขึ้นมา
3 weeks ago (edited) | [YT] | 6
View 1 reply
Load more